Untitled Document
ส่งสการ ดอท คอม เข้ามาอู้มาจ๋ากั๋นม่วนๆ แลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับผาสาท งานบุญล้านนาต่างๆ ภาษาล้านนา ฯลฯ
Untitled Document
หน้าหลัก
ความหมายของส่งสการ
ลักษณะการจัดศพ
พิธีกรรม
ประวัติที่มาของปราสาท
สล่า(ช่าง)ผู้ทำปราสาทศพในปัจจุบัน
ประวัติการตั้งชมรม
ติดต่อผู้ดูแลเว็บไซต์
สมัครสมาชิกเว็บบอร์ด
ไว้อาลัยน้องละอ่อนดอยสะเก็ด
 
กรุณากรอก อีเมล์ ให้ถูกต้อง
พิธีกรรม
/ หน้า 1
 


เฮือนเย็น

เฮือนเย็น
หมายถึงบ้านที่มีคนตายและได้นำเอาผู้ที่ตายนั้นไปเผาแล้ว บ้านหลังนั้นจะถูกเรียกว่า เฮือนเย็น ระยะหนึ่ง หนังสือประเพณีชีวิตคนเมืองได้อธิบายไว้ว่า...เพราะมีความวิเวกวังเวงเงียบเหงา การที่ครอบครัวหนึ่งที่เคยอยู่ด้วยกันพร้อมหน้า ถ้าขาดคนใดคนหนึ่งไป ความเงียบเหงาความว้าเหว่จะเกิดขึ้นด้วยเหตุดังนี้จึงมีการมาอยู่เป็นเพื่อนเจ้าของบ้านเพื่อเป็นการปลอบขวัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาเย็น ๆ หลังจากกินข้าวเย็นแล้วก็จะมีชาวบ้านพากันไปแอ่วที่เฮือนเย็นนั้น เพื่อคลายความเงียบเหงาก็มักจะมีการเล่าเจี้ยคือนิทานตลก เล่าค่าวต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ที่ไปแอ่วเฮือนเย็นได้สนุกสนานรวมไปถึงเจ้าของบ้านด้วย การอยู่เฮือนเย็นนั้นมักจะอยู่กัน ๓-๗ วันจากนั้นก็ค่อยแยกย้ายกันไปนอนบ้านใครบ้านมันตามปกติ ในระยะนี้ทางเจ้าบ้านจะต้องทำบุญให้แก่ผู้ตายอยู่ เช่นในเวลาเช้า ก็จะเอาขันข้าวไปถวายแก่พระสงฆ์ที่วัด บางแห่งในตอนกลางคืนก็นิมนต์พระสงฆ์มาเทศนาธรรมให้ฟังกระทำเช่นนั้นจนครบ ๓-๗ วัน โดยเชื่อกันว่าวิญญาณของผู้ตายนั้นยังคงวนเวียนอยู่ในบ้านนั้น เมื่อพ้น ๓-๗ วันไปแล้วก็จะทำบุญไปหาในเทศกาลสำคัญต่าง เช่น วันเข้าพรรษา, วันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๒ เหนือม วันออกพรรษา, วันเดือนยี่เป็ง, วันขึ้นปีใหม่เป็นต้น

พอครบ ๓ วันแล้วก็ทำการเก็บกระดูกผู้ตาย ก่อนจะครบกำหนดก็จะมีการเตรียมวัสดุที่ต้องนำไปในป่าช้าคือ หม้อใส่กระดูก,เครื่องไทยทาน,น้ำส้มป่อย,ผ้าบังสุกุล,ขันข้าวตอกดอกไม้,ควักใส่อาหารหรือกระทง, ข้าวตอกดอกไม้ พอถึงครบ ๓-๗ ในช่วงเช้าบรรดาญาติ ๆ ก็จะพากันไปที่ป่าช้า เมื่อไปถึงก็จะนำควักหรือกระทงไปบอกกล่าวผีเจี้ยงเมี้ยง บางแห่งก็ว่าบอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทาง จากนั้นก็จะพากันไปเก็บกระดูกใส่หม้อหากว่ากองขี้เถ้านั้นยังมีความไอร้อนอยู่ก็จะเอาน้ำส้มป่อยปะพรมเพื่อดับไอร้อนแล้วจึงเก็บกระดูกใส่หม้อพอสมควรแล้วก็จะปิดปากหม้อนั้นด้วยผ้าขาว จากนั้นจึงนำมาตั้งไว้ ณ ที่แห่งหนึ่งอาจจะเป็นศาลาก็ได้เอาผ้าบังสุกุลที่เตรียมพาดที่ปากหม้อนั้น แล้วนิมนต์พระสงฆ์จำนวน ๔ รูปมาทำพิธีบังสุกุลกระดูก พิธีจะเริ่มต้นด้วยไหว้พระ สมาทานศีลพระสงฆ์ให้ศีลเสร็จแล้วท่านก็จะสวดสัปปัจยา,เหตุปัจจัยโย,อัตถิอิมัสมึง,เมตตัญจ,และจากนั้นก็จะชักผ้าบังสุกุลเสร็จเรียบร้อยก็จะประเคนเครื่องไทยทานแก่พระสงฆ์ พระสงฆ์ให้พรก็เป็นอันเสร็จพิธี จากนั้นก็จะมีการให้บรรดาญาติ ๆ ปะพรมน้ำส้มป่อยที่หม้อใส่กระดูกอีกครั้งเพื่อทำการขอขมาแล้วจึงนำไปฝังดินในบริเวณป่าช้านั่นเอง ในล้านนานั้นสมัยโบราณไม่นิยมที่จะเอากระดูกของผู้ตายไปเก็บไว้ในวัดหรือที่บ้านแต่มักจะฝังกันตามป่าช้าเสียโดยมากดังปรากฏในหนังสือบทบัญญัติ เรื่องจารีตเมืองเชียงใหม่..ได้บัญญัติไว้เมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๐/ค.ศ๑๘๕๗ ว่า “นัยหนึ่ง พ่อแม่พี่น้องครูบาอาจารย์และเอาไปส่งสะการถึงป่าช้าแล้ว อย่าได้เอากระดูกขึ้นมาบรรจุไว้ในวัดวาอาราม ในรั้วในเวียงบ่ควร บ่เป็นแต่โบราณกับบ้านกับเมืองเชียงใหม่ที่นี้ บ่ดี บ่มีแต่สันตติมาแล บ่เหมือนดังบ้านเมืองชาวใต้ทังหลาย ไผอย่าได้นับกระทำห้ามขาด” แล้วก็ไม่นิยมก่อเจดีย์หรือที่เรียกกันว่ากู่เลย ยกเว้นพระมหากษัตริย์,เจ้านายและพระสงฆ์เท่านั้น ถึงอย่างนั้นก็ตามการสร้างกู่ก็ทำกันไว้นอกวัด จวบมาสมัยพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ฯ ได้นำเอากระดูกของพระญาติมาก่อรวมไว้ที่วัดสวนดอก จากนั้นก็เลยมีผู้ที่ทำเลียนแบบมาจนถึงปัจจุบัน

เสร็จพิธีที่ป่าช้าแล้วก็นิมนต์พระสงฆ์มาที่บ้านเพื่อทำพิธีสังคะหะ หมายถึงการ เจริญพระพุทธมนต์ที่บ้าน เพื่อขับไล่สิ่งอัปมงคลต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้นช่วงที่มีงานศพเพื่อความอยู่ดีมีสุขของเจ้าบ้านและผู้ที่อยู่อาศัยในบ้านในเรือนหลังนั้น โดยสิ่งที่ต้องเตรียมที่บ้านได้แก่ การเตรียมขันตั้งสวด,ใบคาสดนำมาฝั้นเป็นเชือกยาวประมาณ ๒ เมตร ตาแหลว ๗ ชั้น (เฉลว ) นำมามัดติดกับเชือกคา,ดอกไม้ธูปเทียน,บาตรใส่น้ำเพื่อทำเป็นน้ำพุทธมนต์ ๑ ใบ,ไทยทาน ๑ ชุด จากนั้นก็เตรียมสถานที่โดยจัดที่นั่งพระสงฆ์เท่ากับจำนวนที่นิมนต์มาซึ่งมักจะนิมนต์มา ๕ รูป เมื่อพระสงฆ์มาครบจำนวนก็จะเริ่มทำพิธีเจริญพุทธมนต์ก่อนแล้วจึงทำการเทศน์ธรรม จัยสังคหะ ซึ่งเป็นธรรมที่ใช้เทศน์ในงานเจริญพุทธมนต์แก่บ้านที่มีคนตาย เพราะเนื้อหาธรรมนั้นมีคาถาปัดรังควานให้ผีต่าง ๆ ไปอยู่ในที่ตนอยู่แล้วก็ให้คนอยู่ส่วนของคน เทศน์เสร็จก็จะมีการพรมน้ำพุทธมนต์ ผู้ข้อมือให้กับเจ้าของบ้านและบรรดาญาติ ๆ แล้วก็จะเป็นการถวายเครื่องไทยทานแด่พระสงฆ์ หลังจากนั้นก็ฉันเพล การสังคะหะบ้านบางแห่งนิยมทำกันในตอนเช้าหลังจากที่เก็บกระดูกมาแล้ว บางแห่งก็นิยมสังคะหะในตอนเย็น

สำหรับศพของพระมหากษัตริย์เจ้านายพระสงฆ์สันนิษฐานว่าน่าจะมีกรรมวิธีเช่นเดียวกับศพชาวบ้านโดยทั่ว ๆ ไปเพราะมีคติความเชื่อในเรื่องของความตายและกรรมวิธีปฏิบัติต่อผู้ตายเช่นเดียวกัน แต่ว่าอาจจะแตกต่างกันในช่วงของขั้นตอนที่ประณีตพิถีพิถั่นมากขึ้น ความวิจิตรบรรจงในการปฏิบัติต่อศพมากขึ้น เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพื่อแสดงถึงฐานะภาพของผู้ตาย สำหรับศพของพระมหากษัตริย์พระราชวงศ์ขุนนางและพระสงฆ์นั้นเมื่อต้องการเก็บไว้เป็นเดือนหรือปีต้องทำให้ประณีตขึ้นอีก เท่าที่ทราบมาในส่วนของการรักษาศพมิให้เสื่อมสลายหรือเน่าเหม็นก็มักจะนำสิ่งที่มีอยู่เช่นน้ำผึ้งบ้าง เกลือแกงบ้างหรือบางแห่งอาจจะใช้ดินประสิวหรือที่เรียกกันในภาษาพื้นบ้านว่า ดินไฟนำไปต้มจนละลายแล้วนำมากรอกปากศพบ้าง จากนั้นก็ฉีกผ้าออกเป็นชิ้น ๆตามแนวยาวแล้วนำมาพันศพหลาย ๆ ชั้นแล้วก็นำเอาศพไปห่อผ้าทับอีกชั้นหนึ่งแล้วจึงนำศพเข้าใส่หีด จากนั้นนำหีดนั้นไปใส่ไว้ในแมวอีกทีหนึ่ง แมวที่ว่านี้เป็นวัสดุที่สร้างขึ้นด้วยไม้เนื้อแข็งมีการตกแต่งอย่างประณีตงดงาม สมกับสถานะภาพของผู้ตาย ในระหว่างนี้หากว่าศพนั้นมีกลิ่นออกมาก็จะมีการนำเอาฝักเขียวหรือที่เรียกกันว่าว่า ฝักหม่น ฝ่าซีกแล้วนำไปวางรอบ ๆ แมวนั้นเพื่อที่จะให้ฝักเขียวช่วยดูดกลิ่นเหม็นนั้นซึ่งก็ได้ผลดีในระดับหนึ่ง หรือไม่เช่นนั้นก็มีการเจาะฝาหีดแล้วใช้ไม้ไผ่เหี๊ยะนำมาทะลุข้อออกจากนั้นนำไปเสียบเข้ากับฝาหีดระบายกลิ่นออกไปตามหลังคา จากนั้นก็ทำการเก็บศพไว้เพื่อรอการที่จะทำการเผาในโอกาสต่อไป การที่ต้องเก็บศพไว้เป็นเดือนเป็นปีทั้งนี้น่าจะมาจากผู้ตายเป็นบุคคลระดับประมุขของอาณาจักรบ้าง เป็นผู้มีความสามารถด้านต่าง ๆ ที่สร้างคุณประโยชน์แก่อาณาจักร เมื่อสิ้นพระชนม์หรือมรณภาพไปก็จะจัดงานศพเพื่อให้สมเกียรติแก่ท่านผู้นั้นประการหนึ่ง การจัดงานให้กับพระมหากษัตริย์ พระราชวงศ์ชั้นสูงหรือพระสงฆ์นั้นต้องใช้ทรัพยากรจำนวนที่มากไม่ว่าจะเป็นแรงงาน วัสดุที่จะนำมาใช้ต้องได้รับการคัดสรรมาอย่างดีเพราะฉะนั้นการที่จะได้สิ่งเหล่านั้นมาต้องใช้เวลา หากรีบเร่งก็จะไม่ได้ตามวัตถุประสงค์ประการหนึ่ง การจะให้คนมาร่วมแรงก็จะต้องอาศัยความร่วมมือจากคนทั่วไปมิใช่ไปบังคับให้มาช่วยงานซึ่งนั่นจะเป็นผลเสียยิ่งกว่าผลดี เพื่อให้คนที่มาช่วยงานรู้สึกว่ามาช่วยแล้วนอกจากจะเป็นการช่วยเหลือเจ้าภาพแล้วยังมีการเชื่อมโยงทางพระพุทธศาสนา ว่าเมื่อไปช่วยงานศพไม่ว่าศพนั้นจะมีฐานะเช่นไรก็จะได้รับอานิสงส์แห่งการไปช่วยงานศพดัง ธรรมเทศนาอานิสงส์หน้าศพ ของวัดลัฏฐิวนาราม ต.สันผักหวาน อ.หางดง จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า...บุคคลผู้ใดได้ส่งสการคนอันหาที่จั้งที่เกิดบ่ได้ก็จักได้เสวยผละอานิสงส์และกับผู้ใดได้หามผีก็ดีแล ได้ตีฆ้องตีกลองสงเสพไปก็ดีแล ได้ส่งสการย่าแห่งตนก็ดี ฝูงนี้ได้อานิสงส์ ๓ สิบกับแล บุคคละผู้ใดได้เผาผีได้อานิสงส์สิบ ๖ กับแล บุคคละผู้ใดได้นำไปก่อนหน้า เมื่อหามไปนั้นได้อานิสงส์ ๓ กับแล บุคคละผู้ใดไปตามไปรอดไปถึงป่าช้าได้อานิสงส์ซาวกับแล...จะเห็นได้ว่าการไปร่วมพิธีกรรมงานศพนั้นมิใช่ไปช่วยเหลืองานเจ้าภาพอย่างเดียวเท่านั้นแต่ยังได้อานิสงส์อีกมากมาย แต่ถ้าหากว่าบุคคลนั้นเป็นผู้มีความสำคัญก็จะได้อานิสงส์มากไปตามนั้น


   

Copyright ©2008 www.songsakarn.com All rights reserved. Design by Easy Soft