Untitled Document
ส่งสการ ดอท คอม เข้ามาอู้มาจ๋ากั๋นม่วนๆ แลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับผาสาท งานบุญล้านนาต่างๆ ภาษาล้านนา ฯลฯ
Untitled Document
หน้าหลัก
ความหมายของส่งสการ
ลักษณะการจัดศพ
พิธีกรรม
ประวัติที่มาของปราสาท
สล่า(ช่าง)ผู้ทำปราสาทศพในปัจจุบัน
ประวัติการตั้งชมรม
ติดต่อผู้ดูแลเว็บไซต์
สมัครสมาชิกเว็บบอร์ด
ไว้อาลัยน้องละอ่อนดอยสะเก็ด
 
กรุณากรอก อีเมล์ ให้ถูกต้อง
พิธีกรรม
/ หน้า 1
 


เริ่มตั้งแต่สิ้นชีวิต

เมื่อมีบุคคลใดเสียชีวิตลงไม่ว่าจะเป็นพระมหากษัตริย์เจ้านายเชื้อพระวงศ์พระสงฆ์หรือแม้แต่ชาวบ้านธรรมดาอันดับแรกที่จะต้องเตรียมเป็นเบื้องต้นมีกิจดังต่อไปนี้ โดยขออ้างอิงเอาจากหนังสือประเพณีชีวิต ของศรีเลา เกษรพรหม ดังนี้

๑. การขอมาต่อพระรัตนตรัย
ในภาษาชาวบ้านกล่าวว่า ขอสูมาแก้วตังสาม หมายถึงการขอขมาต่อพระรัตนตรัยอันมีพระพุทธ,พระธรรมและพระสงฆ์หากว่าบุคคลผู้นั้นได้กระทำสิ่งใดลงโดยความตั้งใจหรือไม่ก็ตาม เพื่อมิให้เป็นบาปติดตัวของผู้นั้นไปสู่โลกภายหน้าคนล้านนาจึงมีการขอมาพระรัตนตรัย การขอขมานี้มักจะทำกันในช่วงที่บุคคลผู้นั้นป่วยหนักใกล้จะสิ้นชีวิตหรือทำหลังจากสิ้นชีวิตไปแล้วไม่นานนัก การขอขมาต่อพระรัตนตรัยมีคำกล่าวดังต่อไปนี้
(คำสูมาแก้วตังสาม)

๒. การห้างลอย หมายถึงการปฏิบัติต่อผู้ตายมีการนำศพไปอาบน้ำเพื่อชำระสิ่งสกปรกต่างๆโดยใช้น้ำที่ผ่านการต้มแล้วรอให้อุ่นจึงนำมาอาบให้กับศพเสร็จแล้วก็นำมาเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ใหม่ ตกแต่งร่างกายให้เรียบร้อย สำหรับเสื้อผ้าที่นำมาใส่นั้นต้องใส่กลับด้านคือเอาเสื้อผ้าที่ปกติต้องเอากระดุมไว้ทางด้านหน้า แต่เวลาใส่ให้คนตายต้องเอากระดุมไปทางด้านหลังกางเกงก็เช่นกัน จากนั้นจึงนำเอาศพยกวางบนเสื่อหรือที่ล้านนาเรียกว่า สาดต๋องก๋าย นอกจากสาดแล้วก็ต้องเตรียมด้ายหรือสายสิญจน์เพื่อที่ว่าจะเอามามัดศพโดยมัดที่มือพร้อมกับใส่กรวยดอกไม้ในมือศพเพื่อให้นำไปบูชาพระเกตุแก้วจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ แล้วก็มัดที่หัวแม่เท้าทั้งซ้ายและขวาให้ติดกันแล้วก็นำศพใส่ในหีดหรือล้อง สำหรับหีดหรือล้องนั้นสมัยโบราณนั้นมักไม่ค่อยมีใช้กันอย่างดีก็ใช้สาดห่อก็ถือว่าดีแล้ว แต่บางคนก็เตรียมไว้ล่วงหน้าโดยเอาไม้มาตีฝากไว้เผื่อไว้หรือเอาฝาบ้านนั่นแหละมาต่อเป็นหีด ภายในหีดนั้นก็จะมีการใส่วัสดุต่าง ๆ เช่น ขี้เถ้าจากฟางข้าวที่นำไปเผาให้เป็นถ่านซึ่งในภาษาพื้นเมืองเรียกว่า ขี้ดั่ง หรือวัสดุอื่น ๆ ที่มีอยู่ในแต่ละท้องถิ่นลงไปเพื่อซับน้ำเหลือง กำจัดกลิ่นและขจัดแมลงมิให้กัดกินซากศพ จากนั้นก็ใช้ไม้จำนวน ๓-๗ ซี่มาตีเป็นฐานรองศพซึ่งล้านนาเรียกไม้ที่อยู่ในโลงนั้นว่า ไม้สะแท๊บ เพื่อขั้นระหว่างศพกับวัสดุรองก้นหีด หากว่ายังมิได้ใส่หีดก็จะใช้เชือกขึงกับเสาเรือน เพราะปกติเมื่อมีคนตายในบ้านมักจะเอาศพมานอนตรงขื่อบ้าน โดยผูกที่ด้านศรีษะศพมาหาปลายเท้า ให้สูงประมาณ ๑ ศอกเศษ แล้วก็เอาผ้าห่มหรือผ้าอย่างใดอย่างหนึ่งมาพาดทับเชือกนั้นแล้วก็เอาผ้ามาคลุมให้มิดศพนั้น

๓.ไฟยาม
เป็นไฟที่จุดไว้ที่บนหัวศพบ้าง ปลายเท้าศพบ้าง สำหรับไฟยามนั้น ในหนังสือประเพณีชีวิตกล่าวว่า..สมัยโบราณใช้น้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันจากพืชอย่างอื่น ภาชนะที่ใส่เอาถ้วยจักแกงคว่ำลง เอาน้ำมันใสตรงก้นแล้วจึงฟั่นตีนกาจุ่มลง ต่อมาใช้ดินเหนียวปั้นเป็นภาชนะบรรจุน้ำมันที่เรียกกัน “ผางประทีป” สมัยหลังใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าด...สาเหตุที่ต้องจุดไฟยามมีคำอธิบายไว้หลายประการเช่นว่า
          ๑. เพื่อเป็นเครื่องเตือนสติคนเป็นว่า ชีวิตก็เหมือนกับตะเกียงนั่นเองถ้าหากหมดเชื้อลงยามใดความเป็นคนก็สิ้นสุดกันเมื่อนั้น
          ๒.เพื่อให้มองเห็นศพได้ถนัดและป้องกันสัตว์มาใกล้ศพโดยใช้แสงสว่างจากตะเกียงมาช่วยไล่สัตว์
          ๓.เพื่อจะได้เป็นแสงส่องทางให้แก่ผู้ตายได้ไปสู่โลกอีกโลกหนึ่ง

๔.ขันข้าวหลังหีด ในช่วงที่ศพยังมิได้นำไปเผานั้นบรรดาญาติ ๆ ต้องนำเอาอาหารมาวางไว้บนหลังหีดศพทั้งนี้ก็เพื่อให้ผู้ที่ตายนั้นได้มาบริโภคอาหารนั้น นอกเหนือไปจากการนำไปถวายพระสงฆ์ที่วัด โดยที่ผู้ที่นำอาหารไปให้นั้นต้องเคาะโลงบอกให้ผู้ตายนั้นมารับประทานอาหาร เป็นดังนี้ตลอดในช่วงเวลาที่จะต้องกินอาหาร โดยปกติชาวบ้านทั่วไปมักบริโภคอาหารวันละ ๓ มื้อ และจะทำเช่นนี้จนกว่าจะนำเอาศพไปเผาหรือฝัง

๕.ข้าวของเครื่องใช้ของผู้ตาย เมื่อบุคคลนั้นได้สิ้นชีวิตไปก็จะมีการเก็บข้าวของเครื่องใช้โดยเฉพาะเสื้อผ้าที่ผู้ตายมักใช้สอยอยู่เสมอตลอดจนเครื่องใช้บางอย่างที่ต้องเก็บมารวมกันไว้และนำไปเผาหรือฝังพร้อมกับศพเลย ที่เป็นเช่นนี้ก็อาจจะเนื่องมาจากว่าหากเก็บไว้แล้วอาจจะทำให้ผู้ที่เคยอยู่ร่วมกันมีความเศร้าเสียใจเพราะได้มาเห็นสิ่งของต่าง ๆ ต่อมาเพื่อป้องกันโรคภัยบางชนิดที่ติดอยู่กับเครื่องใช้เหล่านั้นเพื่อสุขอนามัยของคนที่ยังอยู่ก็ต้องนำเอาออกไปให้พ้นเสียจากเรือน

๖.การแสดงธรรม คือการนิมนต์พระสงฆ์มาเทศน์ในแต่ละคืน ในคติความเชื่อของคนล้านนาที่นับถือพระพุทธศาสนานั้นเมื่อมีบุคคลใดสิ้นชีวิตลงไป นอกเหนือไปจากการที่จะต้องปฏิบัติต่อผู้ตายแล้วก็ยังมีการอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้นั้นด้วยการนำเอาอาหารไปถวายแก่พระสงฆ์ จากนั้นพระสงฆ์อนุโมทนาหรือในภาษาล้านนาว่า ปั๋นปอน ซึ่งเป็นโวหารเพื่อให้เจ้าภาพและบรรดาญาติ ๆ เกิดความปีติว่าอาหารที่นำไปถวายนั้นจะถึงแก่ผู้ตายอย่างไม่ต้องสงสัยเพราะพระท่านได้ให้อนุโมทนาเรียบร้อยแล้ว เพราะการจะเอาสิ่งต่าง ๆ มอบให้เหมือนเมื่อยังมีชีวิตนั้นไม่สามารถกระทำได้แล้ว ส่วนภาคกลางคืนขณะที่ศพยังอยู่ที่บ้านทางเจ้าภาพก็จะนิมนต์พระสงฆ์มาเทศน์เป็นประจำทุกคืนไปจนกว่าจะถึงวันเผาในช่วงนี้เอง พระสงฆ์ที่มาเทศน์มักจะเอาพระธรรมเทศนาเช่น มหาวิบาก มาลัยโผดโลก มหามูลนิพพาน วิสุทธิยา อานิสงส์ส่งสการ เป็นต้นเอามาเทศน์เพื่อให้เป็นอานิสงส์แก่ผู้ตาย เพราะบางครั้งผู้ตายนั้นอาจจะได้กระทำสิ่งใดที่ผิดพลาดสมัยเมื่อยังมีชีวิตอยู่แต่ยังมิทันได้แก้ไขก็มาตายเสียก่อน เพื่อให้ดวงวิญญาณพ้นจากความทุกข์ทรมานที่จะได้รับก็มักจะเอาธรรมเทศนาเกี่ยวกับการโปรดคนที่ตายไปมาเทศน์ให้ฟังเพราะเชื่อว่า พระธรรมเทศนาเหล่านี้มีอานิสงส์มากสำหรับคนตาย

๗. ไม้ศพ เป็นคำเรียกสิ่งที่เอามาปกปิดศพ นอกเหนือไปจากหีดหรือล้อง ไม้ศพเป็นคำโบราณที่เรียกกันหากว่าเป็นคำปัจจุบันก็เรียกกันว่า ปราสาทแทบทั้งนั้น แต่ก่อนการจะเรียกว่าปราสาทนั้นต้องใช้กับพระมหากษัตริย์,เจ้านายและพระสงฆ์ ส่วนบุคคลอื่นก็เรียกกันไปตามสถานะภาพเช่น ไม้กาโจงบ้าง ไม้มุจรินทร์บ้าง หลังก๋ายหรือหลังเปียงบ้าง แมวบ้าง ดังนี้เป็นต้น สมัยก่อนนั้นการซื้อขายไม้ศพไม่มีเหมือนยุคปัจจุบันแล้วก็การทำไม้ศพนั้นจะไม่มีการทำเตรียมไว้อย่างเช่นปัจจุบันเพราะถือว่าเป็นเรื่องไม่ดี เมื่อมีคนตายครั้งใดก็จะทำกันเสียคราวหนึ่ง และทั้งนี้ก็ใช่ว่าใคร ๆ จะทำเองก็ได้หาเป็นเช่นนั้นไม่ ผู้ที่จะทำได้ต้องเป็นผู้ที่เคยบวชเรียนมาแล้วหรือเป็นพระสงฆ์เท่านั้น โดยมากมักจะเป็นอาจารย์ประจำวัดหรือหมู่บ้านนั้น ๆ เป็นคนจัดการเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้นับตั้งแต่ห้างลอยเป็นต้นมา การกระทำพิธีกรรมเกี่ยวกับศพของอาจารย์ก็ดีผู้รู้ก็ดีต้องมีขันตังหรือเรียกว่าขันครูอยู่ด้วยเสมอทั้งนี้ก็แตกต่างกันไปในแต่ละงาน สำหรับงานศพนั้นมักจะขึ้นครั้งเดียวใช้ได้จนเสร็จงานนั้นแล้วก็จะมีการคว่ำขั้นหรือปลดขันตั้ง

กรวยดอกไม้ ๑๒ กรวย
กรวยหมาก ๑๒ กรวย
กรวยพลู ๑๒ กรวย
เหล้า ๑ ขวด
ผ้าขาวฮำ ผ้าแดงฮำ อย่างละ ๑ วา
เบี้ย ๑,๓๐๐  
หมาก ๑,๓๐๐ ๑๐ หัว
เงิน ๑๒ บาท
ข้าวเปลือกหมื่น ๑๐ ลิตร
ข้าวสารพัน ๕ ลิตร

๘.ตุง ๓ หาง,ตุงรูปคนหรือตุงผีต๋าย หมายถึงตุงที่มีลักษณะคล้ายคนแต่ชายตุงนั้นมี ๓ หางหรือชาย ตุงลักษณะเช่นนี้จะใช้กันในงานศพเท่านั้นไม่ว่าจะเป็นศพของใครก็ตามในล้านนา สำหรับตุงสามหางนี้เป็นตุงที่ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อรวมลักษณะคติของตุง ๓ อย่างแทนตัวคนไว้ด้วยกันคือ ตุงชนะ คือส่วนหัว ปฏากะ คือส่วนลำตัว โตรณะ คือส่วนที่กางออกมาเป็นแขนขา อันเป็นคตินิยมที่เกี่ยวกับการเวียนว่ายตายเกิด และเน้นความสำคัญทางมรณสติ หรือบางครั้งอาจจะหมายถึงไตรลักษณ์คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ตุงสามหางนี้เป็นปริศนาธรรมในทางพุทธศาสนาทั้งเป็นอุทาหรณ์ให้ได้คิดไปหลายอย่าง ส่วนประวัติตุงสามหางนี้ไม่มีหลักฐานชัดเจนมากนักแต่ก็พอสรุปได้ว่า ตุงสามหางน่าจะทำขึ้นในศาสนาพราหมณ์มาก่อน อย่างที่กล่าวไว้ในธรรมหาชาติเวสสันดรชาดก กัณฑ์มหาราช ตอนที่ชูชกท้องแตกตายว่า มีการทำตุงสามหางขึ้นในงานศพของชูชกซึ่งเป็นพราหมณ์ด้วยคติเช่นนี้น่าจะมีการทำสืบ ๆ กันมาและเกิดการผสมผสานพร้อมกับการเอาหลักธรรมทางพุทธศาสนาเข้ามาเปรียบเทียบ ตุงสามหางนี้จะเป็นสิ่งแรก ๆ ที่เอานำหน้าขบวนศพไปสู่ป่าช้า ผู้ที่ทำหน้าที่แบกตุงนั้นต้องเป็นผู้ที่เคยบวชเรียนมาก่อนหรือคนที่นอนวัดจำศีล เป็นต้น

๙. ถุงห่อข้าว หมายถึง ผ้าที่เย็บเป็นถุงคล้าย ๆ ถุงย่ามของพระสงฆ์การที่ต้องมีถุงห่อข้าวให้กับผู้ตายด้วยนั้นถือคติว่า การไปสู่ปรโลกนั้นต้องเดินทางไกลจึงจำเป็นต้องมีเสบียงเอาไว้ใช้ในระหว่างที่เดินทางไปในถุงนั้นก็จะมีสิ่งของต่าง ๆ เช่น ข้าว,อาหารและของที่ผู้ตายชื่นชอบ ที่ขาดไม่ได้นั้นเห็นจะเป็นไข่โดยมากจะเอาไข่เป็ดใส่ไปด้วย ทราบว่าเพื่อถ้าหากเดินไปแล้วพบกับแม่น้ำขวางทางก็ให้โยนไข่เป็ดลงไปแล้วไข่นั้นจะกลายเป็นเป็ดแล้วให้เขาขี่หลังเป็ดข้ามไปอีกฝังหนึ่ง

 

   

Copyright ©2008 www.songsakarn.com All rights reserved. Design by Easy Soft