Untitled Document
ส่งสการ ดอท คอม เข้ามาอู้มาจ๋ากั๋นม่วนๆ แลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับผาสาท งานบุญล้านนาต่างๆ ภาษาล้านนา ฯลฯ
Untitled Document
หน้าหลัก
ความหมายของส่งสการ
ลักษณะการจัดศพ
พิธีกรรม
ประวัติที่มาของปราสาท
สล่า(ช่าง)ผู้ทำปราสาทศพในปัจจุบัน
ประวัติการตั้งชมรม
ติดต่อผู้ดูแลเว็บไซต์
สมัครสมาชิกเว็บบอร์ด
ไว้อาลัยน้องละอ่อนดอยสะเก็ด
 
กรุณากรอก อีเมล์ ให้ถูกต้อง
พิธีกรรม
/ หน้า 4
 


ประเพณีความเชื่อในเรื่องความตาย

การสิ้นชีวิตไปของบุคคลผู้หนึ่งถือว่า เป็นการหมดสิ้นภารกิจทั้งปวงที่เคยกระทำมา สิ่งใดก็ตามที่เคยปฏิบัติเมื่อครั้งยังมีชีวิตทั้งที่ถูกและผิด ก็จะมีการอโหสิกรรมให้แก่ผู้นั้น การปฏิบัติต่อศพนั้นต้องเป็นไปตามขั้นตอนที่ได้กำหนดไว้ตามจารีตอย่างเคร่งครัดถ้าหากฝ่าฝืนหรือละเลยก็อาจเป็นโทษเป็นภัยแก่บุคคลผู้เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นผัว,เมีย,ลูก,พ่อ,แม่และบรรดาญาติหรือแก่ชุมชนและบ้านเมือง พระพุทธศาสนาสอนเอาไว้ว่าบุคคลใดก็ตามเมื่อยังมีชีวิตอยู่หากได้กระทำความดีตามหลักที่พระพุทธเจ้าทรงสอนแล้วก็จะได้รับความสุขความสบายในปัจจุบันขณะ หากว่าสิ้นชีวิตไปก็จะมีความดีหนุนนำส่งให้ไปเกิดในภพภูมิที่ดีที่ประเสริฐมีความสุขกายสบายใจ หากว่าบุคคลผู้ใดมิได้กระทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับที่พระพุทธเจ้าทรงสอนแล้วก็จะได้รับความทุกข์ทั้งในปัจจุบันขณะ และเมื่อสิ้นชีวิตไปก็จะได้ประสบกับสิ่งที่เรียกว่า อบายภูมิทั้ง ๔ มีนรกเป็นต้น ดังนั้นบรรดาญาติพี่น้องลูกหลานของผู้เสียชีวิตเมื่อต้องการให้บรรดาญาติ ๆ ของตนได้พ้นจากความทุกข์ยากลำบากก็จะมีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้เพื่อที่ว่า อานิสงส์อันเกิดจากการทำบุญเช่นนั้นจะไปบันดาลให้ผู้ตายนั้นได้พ้นจากความทุกข์ยากและได้ไปสู่สุคติโลกสวรรค์ โดยเริ่มตั้งแต่ใกล้สิ้นชีวิตโดยมากมักจะมีการนิมนต์พระมาเทศนาธรรมให้ฟังเพื่อบอกให้ผู้ที่ใกล้เสียชีวิตนั้นนึกถึงแต่สิ่งที่ดีงามเช่นระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือแม้แต่การกระทำที่ตนเองได้กระทำลงไปเช่น การให้ทาน รักษาศีล ฟังธรรมเป็นต้น โดยเชื่อว่าหากเขาระลึกแล้วจะทำให้จิตใจของเขาสงบตั้งมั่น เมื่อตายไปแล้วก็จะมีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ หรือแม้แต่ว่าบุคคลผู้นั้นจะตายด้วยวิธีใดก็ตามมักจะมีการทำพิธีกรรมต่าง ๆ ให้เขาพ้นจากวิบากกรรมเหล่านั้น

 

วิธีการปฏิบัติต่อผู้ตาย

การตายนั้น หมายถึง การหมดลมหายใจของบุคคลๆ หนึ่ง แต่จริงแล้วการหมดลมหายใจหรือที่เรียกกันโดยทั่วๆ ไปว่าตายนั้น หากยังจำแนกแจกแจงออกไปได้อยู่ ๒ ประการ หากเป็นศัพท์ทางพุทธศาสนาก็เรียกว่า กาลมรณ ๑ อกาลมรณ ๑ มีคำอธิบายดังนี้

๑.กาลมรณ หมายความว่า การตายตามอายุไข ของบุคคล ๆ นั้น เช่นปัจจุบันมีการกำหนดอายุของคนเอาไว้ว่า ๘๐-๑๐๐ ปี เมื่อบุคคลผู้ใดมีอายุอยู่ในช่วงนี้ได้เสียชีวิตไปก็ถือว่าเป็นการสิ้นชีวิตไปตามอายุขัยที่กำหนด เพราะว่าสังขารนั้นได้เดินทางมาถึงที่สุด ร่างกายทรุดโทรมไปมิสามารถอยู่ได้อีกต่อไป หากถ้าเป็นภาษาชาวบ้านโดยทั่ว ๆ ก็ว่าการเสียชีวิตในลักษณะนี้ว่า ตายดี ตามที่ปรากฏในหนังสือประเพณีชีวิตคนเมือง ของศรีเลา เกษรพรหม

๒. อกาลมรณ หมายถึงการตายที่ยังไม่ถึงกำหนดของอายุ แต่ว่ามีเหตุอันต้องให้ชีวิตของบุคคล ๆ นั้นต้องสิ้นไปก่อนเวลาอันควร อันเกิดจากสาเหตุต่าง ๆ อาทิ ถูกสัตว์ทำร้าย เกิดอุบัติเหตุต่าง ๆ เช่น ตกต้นไม้,ตกน้ำ เป็นต้น หรือถูกภัยธรรมชาติทำให้เสียชีวิต และทำร้ายตัวเอง เหล่านี้ถือว่าเป็นการตายที่ไม่ถึงเวลาที่ได้กำหนดไว้แต่ต้น หากเป็นภาษาชาวบ้านเรียกการเสียชีวิตแบบนี้ว่า ตายร้าย หรืออีกอย่างหนึ่งก็ว่า ตายโหง

การตายในประการแรกนั้นถือว่าเป็นการตายธรรมดา เมื่อตายไปก็มีการจัดพิธีกรรมให้ตามปกติทั่ว ๆ ไป หากว่าเป็นการตายไม่ปกติก็จะมีการจัดพิธีกรรมให้อีกในลักษณะหนึ่งซึ่งแตกต่างไปจากการตายโดยธรรมดาสามัญ แล้วก็ยังมีข้อห้ามอีกหลายอย่างซึ่งสุดแท้แต่ว่าจะเสียชีวิตในลักษณะใด การจัดศพในลักษณะนี้ไม่เว้นแม้แต่พระมหากษัตริย์ เจ้านายพระสงฆ์และสามัญชนโดยทั่ว ๆ ไป ดังที่หนังสือประเพณีชีวิตกล่าวไว้ว่า...สมัยโบราณใคร ๆ ก็ปรารถนาการตายดี เมื่อมีการทำบุญกินทานอะไรจะอธิษฐานตอนสุดท้ายขอให้ตายดี เหตุที่ปรารถนาดังนั้น คงเนื่องจากได้พบได้เห็นการทำศพของคนตายดี กับคนที่ซึ่งตายไม่ดี แตกต่างกันมาก
   

Copyright ©2008 www.songsakarn.com All rights reserved. Design by Easy Soft