Untitled Document
ส่งสการ ดอท คอม เข้ามาอู้มาจ๋ากั๋นม่วนๆ แลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับผาสาท งานบุญล้านนาต่างๆ ภาษาล้านนา ฯลฯ
Untitled Document
หน้าหลัก
ความหมายของส่งสการ
ลักษณะการจัดศพ
พิธีกรรม
ประวัติที่มาของปราสาท
สล่า(ช่าง)ผู้ทำปราสาทศพในปัจจุบัน
ประวัติการตั้งชมรม
ติดต่อผู้ดูแลเว็บไซต์
สมัครสมาชิกเว็บบอร์ด
ไว้อาลัยน้องละอ่อนดอยสะเก็ด
 
กรุณากรอก อีเมล์ ให้ถูกต้อง
ประวัติที่มาของปราสาท
/ หน้า 1

 

วิวัฒนาการของปราสาท

หากดูประวัติก็ดีตำนานก็ดีที่ยกมากล่าวถึงเรื่องปราสาทศพแล้วก็จะเห็นว่าการจัดศพของพระมหากษัตริย์นั้นมีลักษณะที่ใกล้เคียงกันอยู่ไม่น้อยคือ สร้างปราสาทขนาดใหญ่ วางไว้บนหลังนกหัสดีลิงค์และสัตว์หิมพานแม้ว่าต่อมาล้านนาทั้งหมดจะอยู่ในอำนาจของพม่าก็ตามแต่ประเพณีการเอาศพใส่ปราสาทและวางบนหลังนกหัสดีลิงค์หรือสัตว์หิมพานชนิดอื่น ก็ยังคงอยู่ แต่เมื่อล้านนาเป็นอิสระจากพม่าแล้ว เวลาเจ้านายและขุนนาง ถึงแก่กรรมลงไปประเพณีการเอาศพใส่ปราสาทนั้นยังคงปฏิบัติกันอยู่ แต่ว่ามิได้วางบนหลังนกหัสดีลิงค์หรือสัตว์อื่น ๆ อีกดังปรากฏในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่กล่าวถึงการจัดศพของพระยาธรรมลังกาเจ้าครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๒ ว่า..ถึงศักราช ๑๑๘๔ ตัวปีเต่าสง้า (พ.ศ.๒๓๖๕ ปีมะเมียเบญจศก) เดือน ๘ ขึ้น ๑๔ ค่ำ วันอังคาร องค์พระเป็นเจ้าช้างเผือกดอกบัวคำ ทรงพระประชวรรากออกปาก ถึง ณ วันเดือน ๘ เพ็ญ วันพุธ ไทยดับเม็ด ยามกลองงาย พระเป็นเจ้าถึงแก่อนิจจกรมทิวงคต อายุท่านได้ ๗๐ ได้เสวยเมืองนานได้ ๗ ปี อายุ ๗๗ นั้นแล ฯ เจ้ามหาอุปราชตนเป็นอนุชา ก็แต่งหื้อเจ้ามหาวงศ์ตนเป็นโอรสบุตรแห่งท่านเป็นเจ้าช้างเผือกถืออักขระกถาล่องลงไปกราบทูลพระกรุณา เฝ้าใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทพระมหากษัตริย์เจ้า ณ กรุงศรีอยุธยา ด้วยอันพระองค์เจ้าช้างเผือกอนิจกรรมทิวงคตนั้น พระมหากษัตริย์เจ้าก็โปรดพระกรุณา หื้อเจ้าพนักงานจัดแจงยังเครื่องไทยทานมีต้นว่า บาตรเหล็ก ผ้าไตร เกือก กว๊าน จ้อง น้ำตาลทราย ผ้ามหาบังสุกุล ธูปเทียนและโกสคำอันจักใส่สรีรศพนั้น หื้อข้าหลวงคุมเอาขึ้นมากับเจ้ามหาวงศ์ ครันมาถึงบ้านเมืองแล้ว ก็พร้อมกันแปงยังปราสาทอันประจิตริสสนาด้วยลายประดับแต้มเขียนต่าง ๆ มี ๗ ยอด สูง ๙ วา ๒ ศอก แล้วก็เอาสรีรศพใส่ในโกสคำ ขึ้นตั้งยังปราสาท กระทำบุญหื้อทาน เล่นมหรสพอันใหญ่ ๗ วัน ๗ คืน ถึงเดือนยี่ ออก ๓ ค่ำ วันอาทิตย์ ก็ได้พร้อมกันชักลากปราสาทส่วนแห่งท่านเป็นเจ้าไปถวายพระเพลิงเลิกซากส่งสะการเป็นปริโยสานนั้นแล ฯ

ในหนังสือเล่มเดียวกันนี้ยังกล่าวถึงการจัดศพของ พระยาคำฝั้น (เจ้าหลวงเศรษฐีคำฟั่น) เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ ๓ ว่า...ในศักราช ๑๑๘๖ (พ.ศ.๒๓๖๗) ครั้นอยู่มาถึงวันอาทิตย์ เดือน ๕ แรม ๑๑ ค่ำ เวลาค่ำแล้ว บ่ายฆ้องได้ ๒ โมงปลาย ๕ บาทน้ำ พระเป็นเจ้ามหาสุภธราเสด็จทิวงคตวันนั้นแล ฯ ถึงเดือน ๖ ขึ้น ๔ ค่ำแล้วก็พร้อมกันแปงยังวิมานปราสาทอันจักใส่พระศพต่อไปแล้วก็พร้อมกันมีหนังสือบอกหื้อเจ้าไชยลังกาถือลงไปกราบทูลพระมหากษัตริย์เจ้าหั้นแล ฯ..ศักราช ๑๑๘๗ ครั้นอยู่มาถึง ณ วันพุธ เดือน ๙ ออก ๒ ค่ำ ได้เชิญเอาพระบรมศพพระเป็นเจ้ามหาสุภธราลงนอนวิมานปราสาท เล่นมหรสพกระทำบุญหื้อทานเป็นอันมาก ถึง ณ วันจันทร์ เดือน ๙ ออก ๖ ค่ำก็ได้ชักลัปปะการปราสาทออกไปสุสาน ถวายพระเพลิงวันนั้นแลฯ

ถึงศักราช ๑๑๘๘ ตัวปีรวายเส็ด (พ.ศ.๒๓๖๙ปีจออัฐศก)เดือน ๙ ออก ๑๒ ค่ำ ดั่งพระยาแสนหลวงปฐมอัคคมหาเสนาธิบดี ล่องไปเฝ้าพระมหากษัตริย์เจ้าตวยท่านเป็นเจ้าราชวงศ์ กลับคืนมาถึงบ้านเมืองก็ทรงพยาธิ์ลวดถึงอนิจกรรมก็ได้พร้อมกันแปงยังปราสาทใส่ศพแห่งท่าน ถึงเดือน ๙ แรม ๔ ค่ำ ก็ได้ชักปราสาทสรีรศพท่านออกไปปลงวันนั้นแล อายุท่านได้ ๖๖ ปี ท่านอนิจกรรม ถึงเดือน ๑๐ ทุติย แรม ๑๒ ค่ำยามเที่ยงวัน อัครราชเทวีแห่งพระเป็นเจ้าเสตหัตถีสุวรรณปทุมมาเจ้าช้างเผือกชื่อ ฟองสมุทรราชเทวีก็อนิจกรรมไปนั้นแล อายุท่านได้ ๗๕ ปี ขัตติยลูกหลานทั้งมวลก็พร้อมกันเอาศพท่านใส่หีดไว้ คอยถ้าเจ้ามหาวงศ์อุปราชาตนเป็นราชบุตรก่อนนั้นแล ถึง ณ วันเดือน ๑๑ แรม ๑๐ ค่ำ มหาอัครราชเทวีแห่งสมเด็จ พระเป็นเจ้าบรมราชาพระเจ้าเชียงใหม่ องค์เป็นพี่เค้าแก่ทั้งหลายชื่อ จันทราชเทวีถึงแด่อนิจกรรมไป อายุท่านได้ ๗๘ ปี ขัตติยราชวงศาท้าวพระยาเสนาอำมาตย์ทั้งมวล ก็พร้อมกันสร้างแปงยังวิมานปราสาท อันตั้งเหนือรถใส่ศพแห่งราชเทวี บัวระมวลแล้วก็กระทำบุญหื้อทานเล่นมหรสพม่วน ณ วันเดือนยี่ออก ๓ ก็ได้ชักปราสาทศพสรีกายแห่งจันทเทวีออกไปส่งสะการเสียวันนั้นแล ฯ ....ถึงเดือน ๗ ขึ้น ๓ ค่ำ วันศุกร์ เจ้ามหาวงศ์มหาอุปราชา เจ้าราชวงศ์ เสด็จลุกเมืองใต้ขึ้นมาถึงบ้านเมืองันนั้นถึง ณ วันพฤหัสบดี เดือน ๗ ออก ๙ ค่ำ ก็ได้กระทำบุญหื้อทานชักศพกายาปราสาทแม่เจ้าฟองสมุทรออกไปส่งสะการวันนั้นแล. จากตำนานพื้นเมืองที่ได้กล่าวมาจะเห็นได้ว่างานศพของเจ้าในนครเชียงใหม่มิได้เอาปราสาทวางไว้บนสัตว์หิมานอย่าง นกหัสดีลิงค์อีกต่อไปและการจัดงานศพของเจ้านายเริ่มมีการผสมผสานกับราชสำนักสยาม คงเหลืออยู่แต่งานศพของพระสงฆ์เท่านั้น

วิวัฒนาการของปราสาทโดยทั่ว ๆ ไปนั้นสันนิษฐานว่าคงจะมีการพัฒนาต่อมาเรื่อย ๆ จากรูปแบบที่เป็นมานับตั้งแต่เริ่มพัฒนาการจากการมีความเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตาย และการนำเอาวัตถุสิ่งของฝังรวมกับผู้ตายต่อมาพัฒนาเรื่อย ๆ มาจนมาถึงสมัยที่มีศาสนาเข้ามารูปแบบก็เปลี่ยนไปมีพิธีกรรมที่เกี่ยวกับผู้ตายเริ่มซับซ้อนขึ้น มีการกำหนดว่าใครควรจะทำหรือมิทำสิ่งใด เหมาะสมกับฐานะตำแหน่งหรือชนชั้นหรือไม่ แม้จนถึงปราสาทไม้ศพก็ยังมีการกำหนดไว้อย่างชัดเจน วิวัฒนาการของปราสาทนั้นเริ่มตั้งแต่การทำสิ่งที่ง่าย ๆ คือแมวครอบศพกลายมาเป็นปราสาทหลังหลังเปียง,หลังก๋าย,มุจรินทร์และกาโจง จนมาถึงยุคปัจจุบันแม้ว่าคตินิยมบางอย่างจะถูกลบเลือนไปตามกาลเวลา แต่ปราสาทก็ยังคงเป็นที่นิยมอยู่ถึงแม้ว่ารูปแบบอาจจะไม่เหมือนกับที่ได้กำหนดไว้ในจารีตก็ตาม

 

 
 

Copyright ©2008 www.songsakarn.com All rights reserved. Design by Easy Soft