Untitled Document
ส่งสการ ดอท คอม เข้ามาอู้มาจ๋ากั๋นม่วนๆ แลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับผาสาท งานบุญล้านนาต่างๆ ภาษาล้านนา ฯลฯ
Untitled Document
หน้าหลัก
ความหมายของส่งสการ
ลักษณะการจัดศพ
พิธีกรรม
ประวัติที่มาของปราสาท
สล่า(ช่าง)ผู้ทำปราสาทศพในปัจจุบัน
ประวัติการตั้งชมรม
ติดต่อผู้ดูแลเว็บไซต์
สมัครสมาชิกเว็บบอร์ด
ไว้อาลัยน้องละอ่อนดอยสะเก็ด
 
กรุณากรอก อีเมล์ ให้ถูกต้อง
ประวัติที่มาของปราสาท
/ หน้า 4



ขบวนศพ

ขบวนศพนั้นตามที่ได้ศึกษาและค้นคว้ามาก็พอจะมีแนวทางดังนี้

๑. ตุงสามหาง หมายถึงตุงที่ใช้ในงานศพซึ่งมีรูปร่างคล้ายกับกายมนุษย์บางทีก็เรียกว่า “ตุงรูปคนหรือตุงผีตาย” เป็นตุงที่ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อรวมลักษณะคติของตุง ๓ อย่างแทนตัวคนไว้ด้วยกันคือ ตุงชนะ คือส่วนหัว ปฏากะ คือส่วนลำตัว โตรณะ คือส่วนที่กางออกมาเป็นแขนขา อันเป็นคติยมเกี่ยวกับการเวียนว่าย ตาย และเกิดเป็นการเน้นความสำคัญทางมรณสติ บางครั้งอาจหมายถึงไตรวัฏฏ์ คือวงจรของกิเลส กรรม และวิบากหรือไตรลักษณ์คือ ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และการมิใช่ตัวตน ตุงสามหางนี้เป็นปริศนาธรรมในทางพุทธศาสนาทั้งเป็นอุทาหรณ์ให้ได้คิดไปได้หลายอย่าง สำหรับประวัติตุงสามหางไม่มีหลักฐานชัดเจนมากนักแต่ก็พอสรุปได้ว่า ตุงสามหางทำกันในคติความเชื่อแบบพราหมณ์มาก่อน โดยมีการกล่าวถึงในพระเวสสันดรชาดกตอนที่ชูชกท้องแตกตายว่า มีการทำตุงสามหางขึ้นในงานศพของชูชกซึ่งเป็นพราหมณ์ซึ่งได้มีการทำสืบต่อกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน



๒. กังสดาล หมายถึงวัสดุทองเหลืองมีรูปร่างคล้าย ๆ กับระฆังแต่ว่ามีลักษณะแบนเรียบมีหลายขนาด สำหรับชื่อเรียกนั้นอาจแตกต่างกันไปบ้างเช่นบางแห่งอาจจะเรียกว่า ปานบ้าง ระฆังหัวควายบ้าง เม็งม่าง บ้าง ปกติแล้วจะใช้ตีหรือส่งสัญญาณบางอย่างเช่น การตีบอกสัญญาณการไหว้พระสวดมนต์บ้าง บอกเวลาบ้าง ดังนี้เป็นต้นรวมไปถึงการใช้ตีบอกสัญญาณในการนำขบวนส่งสการศพพระสงฆ์ สำหรับกังสดาลนั้นมีชื่อที่เรียกต่างออกไปตามท้องที่เช่นบางแห่งเรียกว่า ปานบ้าง ระฆังหัวคายบ้าง เม็งม่างบ้าง กังสดาลมีหลายขนาดตั้งแต่ขนาดใหญ่จนถึงขนาดเล็ก



๓. ขบวนประชาชนที่ลากปราสาท
เพราะการจะเคลื่อนย้ายปราสาทศพขนาดใหญ่ก็ต้องใช้คนจำนวนมากมาร่วมกันชักลากจึงจะสามารถลากปราสาทออกจากวัดไปได้แล้วคนที่ไปร่วมงานนอกเหนือที่จะไปร่วมงานแล้วก็ยังมีความเชื่อกันว่าจะได้รับอานิสงส์จากการไปร่วมงานนั้นด้วย การที่จะให้คนจำนวนมาก ๆ ช่วยกันอย่างมีเอกภาพนั้นก็ต้องมีคนช่วยบอกสัญญาณ ดังนั้นในระหว่างกลางของคนที่ช่วยกันชักลากปราสาทนั้นก็จะมีคนตีผาง เพื่อบอกเป็นสัญญาณเป็นจังหวะเพื่อให้คนที่ไปร่วมงานเกิดความพร้อมเพรียงกันว่าจังหวะใดควรที่จะลาก จังหวะใดควรหยุด อย่างนี้เป็นต้น ลักษณะของผางนั้นมีรูปร่างคล้ายกับฆ้องแต่ว่าตรงกลางนั้นไม่นูนออกมาเหมือนฆ้องมีลักษณะแบบเรียบไปเลย เวลาตีแล้วจะมีเสียงดัง ผาง ๆ ๆ ก็เลยเรียกกันตามเสียงที่ได้ยินว่า ผาง ๆ



๔. ปราสาท เป็นเรือนที่จำลองวิมานของเทวดาสำหรับวางหีดศพของพระมหากษัตริย์,พระราชวงศ์ชั้นสูงและพระสงฆ์ ปราสาทนั้นโดยมากมักจะมีขนาดใหญ่เพื่อให้เหมาะสมกับเกียรติยศของบุคคลนั้น ๆ ปราสาทที่สร้างอย่างวิมานจะใช้กับบุคคลชั้นสูงเท่านั้นโดยถือกันว่าพระมหากษัตริย์ถือว่าเป็นเทวดาที่จุติมาจากสวรรค์เพื่อมาสร้างสมบุญบารมีเพิ่มเติม เมื่อสิ้นชีวิตไปก็จะกลับไปสู่สวรรค์ชั้นเดิมต่อไป สำหรับพระสงฆ์นั้นถือว่าเป็นผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามแนวทางที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน เมื่อยังไม่หมดสิ้นจากอาสวะกิเลสก็จะต้องบำเพ็ญบารมีกันต่อไปและเมื่อมรณภาพก็จะไปบังเกิดในภูมิที่สูง ๆ ขึ้นไปดังนี้เป็นต้น ดังนั้นเพื่อเป็นการตอกย้ำให้เห็นเป็นรูปธรรมแก่ชาวบ้านทั่ว ๆ ไปก็จะมีการจำลองวิมานของเทวดากับศพพระมหากษัตริย์และพระสงฆ์ว่าเป็นบุคคลที่เลิศกว่าชนทั่วไป



๕. ดนตรีพื้นเมือง ในภาษาชาวบ้านเรียกกันทั่วไปว่า แห่ สมัยโบราณนั้นก็มีการบันทึกไว้เหมือนกันว่าการที่จะมีแห่หรือดนตรีพื้นเมืองในงานศพนั้นจะต้องเป็นบุคคลระดับใด แต่ที่แน่นอนก็คืองานศพชาวบ้านโดยทั่ว ๆ ไปนั้นไม่สามารถที่จะมีแห่มาบรรเลงได้ แม้แต่จะแห่ในบ้านเองก็ยังไม่ได้ เข้าใจว่าการที่งานศพจะมีดนตรีมาบรรเลงได้นั้นคงจะต้องเป็นระดับขุนนางขึ้นไป



ในตอนท้ายของปราสาทก็จะมีผู้ชายที่แข็งแรงถือไม้คอยงัดให้ปราสาทเลี้ยวซ้ายหรือขวาเพื่อให้ปราสาทไปสู่ทางที่กำหนด ไม้ที่นำมางัดท้ายปราสาทนั้นเรียกว่า “ไม้ขนีดแม่เรือ” เพราะในสมัยก่อนไม่มีล้อที่ฐานของปราสาทการจะให้เลี้ยวไปทางใดก็จำเป็นต้องใช้กำลังคนช่วยกันงัดให้ท้ายปราสาทหันไปทางที่ต้องการ เมื่อลากปราสาทมาถึงสถานที่ที่ได้กำหนดไว้แล้ว ก็จะมีการทำพิธีบังสุกุลจากนั้นก็จะเป็นช่วงของการเผาต่อไป ก่อนเผาก็จะมีการเอาฟืนที่ประชาชนนำมาร่วมและส่วนหนึ่งก็มีการเตรียมไว้ก่อนล่วงหน้าเอาฟืนทั้งหมดนั้นมาสุมกันเป็นกองแล้วจากนั้นก็ใส่สายชนวนดินปะสิวและเชื้อเพลิงเข้าไป เมื่อเตรียมการเสร็จแล้วก็จะมีการจุดบอกไฟหล่อให้วิ่งเข้าชนปราสาท สำหรับบอกไฟหล่อที่ว่านี้เป็นดอกไม้ไฟที่ศรัทธาทั่วไปนำมาหรือแต่ละหัววัดนำมาร่วมส่งสะการงานศพ ลักษณะของบอกไฟหล่อนั้นก็คล้าย ๆ กับบอกไฟหมื่นแต่มีขนาดเล็กกว่า แต่ที่พิเศษไปกว่านั้นที่ดอกไม้ไฟชนิดนี้มีล้อและรูปสัตว์ต่าง ๆ ประดับอยู่ด้วย ที่ว่ามีล้อนั้นก็เพื่อให้ดอกไม้ไฟวิ่งไปตามพื้นดินแทนที่จะพุ่งขึ้นไปบนอากาศ ส่วนที่มีรูปสัตว์ต่าง ๆ นั้นก็เป็นการแต่งเพิ่มเติมขึ้นเพื่อให้เกิดความสวยงาม รูปสัตว์ที่นำมาติดนั้นโดยมากมักจะเป็นรูปสัตว์หิมพานต์หรือรูปสัตว์ประจำปีเกิดของผู้ที่สิ้นชีวิตไป เมื่อพิธีกรรมต่าง ๆ ได้หมดสิ้นไปก็จะเป็นการจุดบอกไฟหล่อให้วิ่งเข้าชนปราสาทเพื่อเป็นการประชุมเพลิงเป็นลำดับต่อไป

 

 
 

Copyright ©2008 www.songsakarn.com All rights reserved. Design by Easy Soft