Untitled Document
ส่งสการ ดอท คอม เข้ามาอู้มาจ๋ากั๋นม่วนๆ แลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับผาสาท งานบุญล้านนาต่างๆ ภาษาล้านนา ฯลฯ
Untitled Document
หน้าหลัก
ความหมายของส่งสการ
ลักษณะการจัดศพ
พิธีกรรม
ประวัติที่มาของปราสาท
สล่า(ช่าง)ผู้ทำปราสาทศพในปัจจุบัน
ประวัติการตั้งชมรม
ติดต่อผู้ดูแลเว็บไซต์
สมัครสมาชิกเว็บบอร์ด
ไว้อาลัยน้องละอ่อนดอยสะเก็ด
 
กรุณากรอก อีเมล์ ให้ถูกต้อง
ประวัติที่มาของปราสาท
/ หน้า 2


ลักษณะปราสาทแบบต่าง ๆ


อย่างที่ได้กล่าวมาในตอนต้น ๆ ว่าการจัดพิธีกรรมเกี่ยวกับศพนั้นในล้านนามีขั้นตอนที่บอกไว้อย่างชัดเจนทั้งนี้เป็นไปตามระบบชนชั้นทางสังคมซึ่งในล้านนานั้นมีชนชั้นทางสังคมอยู่ ๒ ระดับ ตามที่สวัสวดี อ๋องสกุลได้อธิบายไว้ในประวัติศาสตร์ล้านนาว่า...สังคมล้านนาแบ่งคนออกอย่างกว้าง ๆ เป็นสองชั้นคือ ชนชั้นมูลนายและพวกที่มิใช่มูลนาย.. ชนชั้นมูลนายได้แก่พระมหากษัตริย์พระราชวงศ์รวมไปถึงขุนนาง ส่วนคนที่มิใช่มูลนายได้แก่ ไพร่(คนทั่วไป) ทาส และรวมไปถึงพระภิกษุ เมื่อแบ่งกันเช่นนี้ในคราวที่ยังมีชีวิตก็ย่อมแตกต่างกันโดยฐานะ เมื่อสิ้นชีวิตไปก็ย่อมจัดการศพกันตามฐานะถึงกับมีจารีตบอกไว้เลยว่าต้องทำปฏิบัติเช่นนี้ ๆ สำหรับรูปแบบเท่าที่ได้ศึกษาจากประวัติศาสตร์ก็ดี จากตำนานบันทึกต่าง ๆ ก็พอที่จะสามารถกำหนดรูปแบบ ของปราสาทที่ใช้ใส่ศพของชนชั้นต่าง ๆ ในล้านนาสามารถแบ่งเป็นรูปแบบอยู่ ๓ ลักษณะคือ

๑.ปราสาทหลังกูบ เป็นปราสาทที่ใช้ใส่ศพพระมหากษัตริย์ เชื้อพระวงศ์ชั้นสูงพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์
๒.ปราสาทหลังก๋าย เป็นปราสาทที่ใส่ศพเชื้อพระวงศ์ชั้นรองลงมาพระสงฆ์สามเณรและขุนนาง
๓.แมว เป็นที่คลุมศพซึ่งมีรูปร่างคล้ายกับเต้นท์พักแรมในปัจจุบัน

๑.ปราสาทหลังกูบ,หลังโก่ง เป็นปราสาทเรือนยอดขนาดใหญ่ปราสาทในลักษณะเช่นนี้จะใช้กับพระมหากษัตริย์พระราชวงศ์ชั้นสูงหรือกับพระสงฆ์ที่ทรงสมณศักดิ์และเป็นที่นับถือของคนทั่วไป สำหรับปราสาทหลังกูบนั้นมีทั้งที่วางไว้บนหลังของสัตว์หิมพานต์เช่น ช้าง,นกหัสดีลิงค์ หรือจะเป็นแต่ปราสาทล้วน ๆ ก็ได้ ส่วนคำว่าที่หลังกูบนั้นสันนิษฐานว่าน่าจะมาจากลักษณะส่วนของหลังคาปราสาทที่มีลักษณะเป็นมณฑปดังที่ปรากฏอยู่ทั่วไปในล้านนาเช่น เจดีย์วัดโลกโมลี เจดีย์ที่บรรจุพระอัฏฐิของพระเจ้าติโลกราชที่วัดเจ็ดยอด หรือมณฑปที่บรรจุธาตุจอมทอง วัดพระธาตุจอมทองหรือทรงหลังคาธรรมาสน์เทศนาธรรมของพระสงฆ์ที่มีอยู่ในล้านนาแต่โบราณ ซึ่งแต่เดิมอาจจะเป็นเพียงหลังคาธรรมดาต่อมาอาจมีการต่อเติมส่วนยอดขึ้นไปโดยมีการใส่องค์ประกอบต่าง ๆ เข้าไปเช่น บันแถลง (โขงปิ๋ว),นาคปัก หรือบางแห่งอาจทำเป็นชุ้มหลังคาเล็ก ๆ ซึ่งเป็นการวางอยู่ลอย ๆ ต่อมาก็พัฒนามาเป็นหลังคาที่ยืนต่อออกมาจากหลังคาใหญ่แล้วก็ต่อยอดให้สูงขึ้นไปเลยเรียกกันว่า ปราสาทหลังกูบหรือบางแห่งอาจจะเรียกว่า ปราสาทหลังโก่งหรือกาโจง ตามลักษณะที่เห็นสันนิษฐานกันว่า ปราสาทรูปแบบเช่นนี้อาจเป็นต้นแบบของปราสาทศพในสมัยโบราณแล้วก็เป็นปราสาทที่เป็นแบบเฉพาะของล้านนาเอง ปัจจุบันจะพบเห็นปราสาทลักษณะเช่นนี้ตามวัดโบราณต่าง ๆ ที่อยู่ในล้านนาในรูปแบบของธรรมาสน์เทศนาธรรมของพระสงฆ์ ซึ่งสมมติกันว่าเป็นปราสาทที่มีลักษณะของวิมานของเทวดาบนสวรรค์ ปราสาทในลักษณะเช่นนี้ปัจจุบันหาดูได้ยากยิ่ง

๒.ปราสาทหลังก๋าย,หลังเปียง,ปากกบาน,กาโจงและมุจรินทร์ เป็นปราสาทที่มีขนาดไม่ใหญ่โตเท่าปราสาทหลังกูบ รูปร่างลักษณะเป็นปราสาทที่กล่าวมามีลักษณะที่แตกต่างพอแบ่งแยกกันได้ดังที่หนังสือประเพณีชีวิตคนเมืองได้อธิบายไว้ดังนี้...”กาโจงมีแต่หลังคาไม่มีจั่ว มีเสา ๖ ต้น หรือเป็นไม้แบบ “มุจลิน”หรือ“หลังกลาย” มีจั่ว ๔ จั่ว แต่ละจั่วมีชั้นเดียว มีเสาอย่างมากไม่เกิน ๘ ต้น อีกแบบหนึ่งคือแบบ “อาสนา” มีเสา ๖ ต้น ข้างบนเป็นปากกระบาน ไม่มีหลังคา ไม่มียอด… ปราสาทที่กล่าวมานี้ใช้กับศพบุคคลที่เป็นขุนนาง,พระสงฆ์ธรรมดารวมไปถึงคหบดี ดังปรากฏในหนังสือขึดข้อห้ามในล้านนาว่า...ภิกขุและสามเณรก็ดี หากไปเสี้ยงอายุสังขารเสียยังบ้านยังเฮือนป้อแม่สันนั้น อันว่าก๊อง ก๋องก็บ่กวรหื้อเข้าไปตี๋ในบ้านตี้นั้นแล เครื่องครัวอันแต่งส่งสะก๋ารนั้นกวรแต่งต๋ามฮีตภิกขุและสามเณรนั้นจุ๊ประก๋าร ยามเมื่อเวียกสร้างนั้นก๊องก๋องก็บ่กวรตี๋แล ส่วนว่าภิกขุสามเณรนั้นเต้ากวรทรงห่มยังคือว่า ปราสาทหลังเปียงนั้นแล ส่วนว่าก๊องก๋องนั้นกวรหื้ออยู่หนตางก่อนหน้าแล้วตี๋ไปแล บ่กวรตี๊ยังตี้ออกไปแล(มูลขึดสัพพะ วันสันกาง น.๒๙)

 

๓.แมว ก็คือสิ่งที่ใช้ปกปิดสิ่งที่อยู่ภายใน โดยเอาโครงไม้สานครอบศพ คล้ายๆ มุ้งประทุนครอบเด็ก หรือคล้าย ๆ เต้นท์พักแรมในปัจจุบันนี้ เป็นสิ่งที่ทำขึ้นเพื่อปกปิดศพไม่ให้ดูอุดจาดตา แต่ว่าสมัยโบราณนั้นแมวนั้นถูกสร้างขึ้นด้วยโครงไม้ไผ่แล้วนำกระดาษมาติดโดยรอบเพื่อให้ดูสวยงาม บางครั้งก็ทำด้วยไม้เนื้อแข็งแล้วมีการแกะสลักหรือลงรักปิดทองประดับกระจก แมวที่มีลักษณะเช่นนี้สำหรับเอาไว้ครอบศพพระมหากษัตริย์พระราชวงศ์ พระสงฆ์และขุนนางที่เก็บไว้นาน ๆ ได้รับคำอธิบายจากครูบอยว่า..แมวนั้นเป็นสิ่งที่น่าจะมีมาก่อนโลงศพเพราะว่าคนตายสมัยก่อนนั้นมิได้ใส่โลงเป็นแต่เพียงนำเอาเสื่อมาพัดแล้วก็หามไปเผาหรือฝังตามแต่ประเพณี ต่อมาเริ่มมีการพัฒนาเป็นโลงศพขึ้นมาแต่แมวก็ยังมีบทบาทอยู่โดยปรับปรุงให้เหมาะซึ่งสมัยต่อ ๆ มาแมวควบศพจากที่มีแต่เพียงหลังคาก็พัฒนาขึ้นโดยการเพิ่มเสาเพิ่มฐานเข้าไปเรียกกันใหม่ว่าแมวมีเสาซึ่งเสานั้นโดยมากจะมี ๔,๖ เสา แมวนั้นสามารถใช้กับคนทุกระดับชั้นเพราะเป็นสิ่งเบื้องต้นที่ศพทุกศพจำเป็นต้องใช้ก่อนที่จะนำศพไปใส่ปราสาทหรือนำไปเผาหรือฝัง สำหรับแมวที่ใส่ศพของบุคคลระดับต่าง ๆ ความวิจิตรประณีตย่อมแตกต่างกันตามฐานะ ดังปรากฏในหนังสือประเพณีชีวิตคนเมือง ของศรีเลา เกษรพรหมว่า...บทบัญญัติเรื่อง “จารีตเมืองเชียงใหม่” ที่พระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ของเวียงเชียงใหม่และเจ้าหลวงเมืองเชียงใหม่คือ เจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ได้ร่วมกันบัญญัติขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๔00/A.D.1857 กล่าวถึงเรื่องการทำไม้ศพว่า “อนึ่งไพร่ผู้น้อยยังมีสมศักดิ์นามศักดิ์จักกระทำส่งสการแปลงมุจลินก็หื้อเป็นมุจลินแท้ แปลงหลังกลายก็หื้อแปลงหลังกลายแท้ จักแปลงปราสาทก็หื้อแปลงปราสาทแท้ อย่าได้แหม่ใหม่ใส่แถมอีกแอมแกมใส่เป็นอย่างใหม่หลายประการ อย่าผิดโบราณจารีต...ไม่เพียงแต่การระบุถึงปราสาทเท่านั้นแม้แต่รายละเอียดของการใช้ฟืนเผาศพก็มีการบอกไว้อย่างชัดเจนว่าชนชั้นใดต้องใช้ไม้เช่นใดในการเผาซึ่งปรากฏในหนังสือขึด ข้อห้ามในล้านนากล่าวไว้ว่า...หลัวส่งสะก๋ารฝูงไพร่น้อยมี ไม้สัก ไม้ขาม ไม้ตึง ไม้ข่อย ไม้งิ้ว ไม้เส้า ไม้รัง ไม้ภิมานขาว ไม้ซะเคียน ไม้หลับมืนหลวง ไม้ขระตัน ไม้เหมือด ไม้มูก ไม้เสี้ยว ตังหลายฝูงนี้อันกวรแต่ต๊าวพญามหากษัตราตังหลายนั้นคือ ไม้สารภี ไม้สัก ไม้จั๋นทน์แดง ไม้จ้อง ตังหลายฝูงนี้กวรส่งสะก๋ารผู้ใหญ่แล อันบ่กวรส่งสะก๋านนั้นคือ ไม้กว๋าว ไม้ขี้แป๊ะ ไม้ส้อน ไม้เกลื๋อ ไม้หมาก ไม้ริด ไม้สะเลียม ไม้นามขาวหลวง ไม้มูกมัน ไม้เดื่อ ไม้ตังหลายฝูงนี้บ่กวรเอาเป็นหลัว (มูลโลกหลวง วัดศรีโพธาราม น.๒๘)..

อีกประการหนึ่งนั้นศพทุกศพที่เป็นคนธรรมดาสามัญหามมิให้ลากเป็นอันขาดและห้ามมีการบรรเลงดนตรี ดังปรากฏในหนังสือประเพณีชีวิตคนเมืองว่า...ศพคนสามัญนี้ต้องใช้หามไปจะลากชักไปไม่ได้ถือว่าขึด การหามใช้คนจำนวนตั้งแต่ ๘ คนขึ้น จะมีเครื่องดนตรีแห่แหนไม่ได้..หรือหากว่าจะแห่ต้องเป็นกรณีพิเศษเท่านั้นและห้ามนำเอาเครื่องดนตรีไปแห่ในบ้านอย่างเช่นกรณีพระภิกษุไปมรณภาพในบ้านจะแห่ในบ้านไม่ได้เด็ดขาดต้องอยู่นอกรั้วบ้านแห่เท่านั้น

สำหรับศพของชาวบ้านธรรมดาสามัญทั่วไปจะต้องเป็นไปตามจารีตที่ได้กำหนดไว้และทุกคนต้องปฏิบัติตามนั้นโดยที่ทุกคนเข้าใจว่าหากฝ่าฝืนก็อาจจะเกิดโทษเกิดภัยแก่บุคคลในครอบครัวรวมไปถึงบรรดาญาติมิตรหรือแม้แต่หมู่บ้านชุมชนตลอดถึงบ้านเมืองซึ่งเรียกกันจนติดปากว่า “ขึด”

...โดยรวมซึ่งวิธีการปฏิบัตินั้นก็แตกต่างกันไปตามลักษณะของการเสียชีวิตว่าเกิดมาจากสาเหตุใด ถ้าหากเสียชีวิตไปตามอายุขัยก็จัดไปตามปกติธรรมดา แต่หากว่าเสียชีวิตโดยเหตุอื่น ๆ เช่นการเสียชีวิตโดยอุบัติเหตุ,การเสียชีวิตโดยโรคระบาดหรือติดเชื้อ,การทำอัตตนิบาตกรรมหรือถูกสัตว์ทำร้ายจนเสียชีวิต เหล่านี้โดยมากท่านมิให้ทำการเผาด้วยไฟควรที่จะใช้วิธีฝังดิน

ส่วนศพของพระมหากษัตริย์ เจ้านายนั้นหากว่าสิ้นพระชนม์ลงตามประวัติตำนานหากได้กล่าวไว้ว่าต้องจัดการให้สมพระเกียรติ แม้แต่พระสงฆ์ก็จัดสมควรแก่ฐานันดรศักดิ์ อย่างที่กล่าวไว้ในตำนานเมืองเชียงตุงที่ยึดถือแบบแผนการจัดศพให้แก่เจ้าเมืองสามโดยเลียนแบบมาจากงานพระศพของเจ้าเจ็ดพันตูหรือการจัดงานศพให้แก่พระนางมหาเทวีวิสุทธิเทวีที่ปรากฏในพงศาวดารโยนก หรือแม้แต่ในพงศาวดารเมืองเชียงแสน เป็นต้น แล้วความเชื่อเช่นว่านี้ก็สืบทอดกันตลอดมาถึงแม้ว่าจะมิได้รับการจดบันทึกกันอีกเลยจนกระทั่ง มาถึงยุคที่เชียงใหม่มีเจ้านายเชื้อสายหนานทิพย์ช้างเข้ามาปกครองจึงเริ่มมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบไป

 

 
 

Copyright ©2008 www.songsakarn.com All rights reserved. Design by Easy Soft