Untitled Document
ส่งสการ ดอท คอม เข้ามาอู้มาจ๋ากั๋นม่วนๆ แลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับผาสาท งานบุญล้านนาต่างๆ ภาษาล้านนา ฯลฯ
Untitled Document
หน้าหลัก
ความหมายของส่งสการ
ลักษณะการจัดศพ
พิธีกรรม
ประวัติที่มาของปราสาท
สล่า(ช่าง)ผู้ทำปราสาทศพในปัจจุบัน
ประวัติการตั้งชมรม
ติดต่อผู้ดูแลเว็บไซต์
สมัครสมาชิกเว็บบอร์ด
ไว้อาลัยน้องละอ่อนดอยสะเก็ด
 
กรุณากรอก อีเมล์ ให้ถูกต้อง
chatroom
ประวัติที่มาของปราสาท
/ หน้า 3


สัตว์หิมพานต์


จากบันทึกหรือตำนานจะเห็นได้ว่างานศพทุกศพนั้นโดยมากจะใส่ปราสาทที่วางบนหลังสัตว์หิมพานต์ชนิดต่าง ๆ แต่ที่ได้รับความนิยมกันเป็นอย่างมากเห็นจะได้แก่นกหัสดิลิงค์ สัตว์หิมพานต์อย่างนกหัสดีลิงค์นั้นล้านนาน่าจะได้รับคติเช่นว่านี้มาจากพุทธศาสนาพร้อม ๆ กับสัตว์ประเภทอื่น ๆ แต่ที่เด่นชัดในเรื่องการนำมาใช้กับผู้เสียชีวิตนั้นเห็นจะได้แก่ นกหัสดิลิงค์นี่เอง

 



ประวัตินกหัสดีลิงค์


นกหัสดีลิงค์์ เป็นชื่อเต็ม ๆ ของนกประเภทนี้ แต่ในล้านนานั้นเรียกเพียงสั้น ๆ ว่า “นกหัส” ส่วนชื่ออื่นที่ปรากฏก็มีชื่อเรียกเป็นภาษาบาลีว่า “หตฺถิลิงฺคสกุโณ”ซึ่งเมื่อแปลออกมามีความหมายว่า นกมีเพศเหมือนช้าง เรื่องราวของนกหัสดีลิงค์นี่ไม่ปรากฏชัดเจนเฉพาะเรื่องแต่พอจะประมวลได้จากนิทานชาดกบ้าง ตำราสัตว์ป่าหิมพานต์บ้างเมื่อสรุปจะได้ความสังเขปว่า นกหัสดีลิงค์นี้เป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง ลำตัวเป็นนก มีปีก มีหางอย่างนกแต่มีหัวเป็นช้างมีลำตัวที่ใหญ่อีกทั้งมีกำลังเทียบเท่าช้าง ๕ เชือกมารวมกัน นกหัสดีลิงค์ที่ว่านี้นั้นน่าจะถือกำเนิดในอินเดียก่อนแล้วจึงแพร่เข้ามาในดินแดนล้านนาดังปรากฏในหนังสือของ ส.พลายน้อยว่า..เรื่องนกประหลาดในวรรณคดี หรือนิยายปรัมปรานี้มีอะไรแปลก ๆ เป็นเรื่องที่น่าคิดเล่น ชื่อนกในนิยายชองชาติต่าง ๆ ที่พบจะเทียบเคียงกันได้ก็มีนกเฮาะของจีน นกร้อคของอาหรับและนกรุค(rukh)ซึ่งท่านผู้รู้สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นอย่างเดียวกัน
เพราะตามเรื่องก็ว่าเป็นนกใหญ่มีอำนาจไม่ผิดอะไรกันนัก ขุนวิจิตรมาตราได้เล่าถึงเรืองนกเฮาะไว้ว่า ในทะเลเหนือของจีนมีนกมหึมาเรียกว่า ไต้เฮาะ รูปร่างใหญ่โตมหึมาเหลือประมาณถึงเดือน ๖ หน้าคลื่นลม นกเฮาะจะกางปีกออกปกฟ้ามิด เริ่มวิ่งฝ่าระลอกคลื่นเป็นระยะไกล ๓๐๐๐ ลี้ก่อน แล้วก็โผทยานขึ้นสู่อากาศเป็นระยะสูง ๙๐๐๐ ลี้บินมาอาศัยอยู่ในเกาะมลายู นกเฮาะฝรั่งว่าเป็นนกที่เรียกว่า นกรุค (rukh)ถ้าเป็นนกรุคก็ตรงกับนกร้อค (roc) ตามที่มีในอาหรับราตรีเมื่อเช่นนี้นกเฮาะก็เห็นจะเป็นนกร้อคนั่นเอง เสียงเฮาะกับร้อคเข้ากันได้ดีอาจจะเป็นคำเดียวกัน แต่หากเรียกเพี้ยนกันไปตามสำเนียงแขกและสำเนียงจีน นิยายเรื่องนกร้อคของอาหรับเล่าว่า นกร้อคเป็นนกใหญ่อยู่ในเกาะทางทะเลจีน คราวหนึ่งพวกเดินทะเลไปจอดทอดสมออยู่ที่เกาะแห่งหนึ่งได้ขึ้นไปบนเกาะและพบไข่เข้าฟองหนึ่ง มีขนาดใหญ่มาก จึงเอาขวานผ่าออกพบลูกนกขนาดมหึมาอยู่ข้างใน ก็เอาไปทำเป็นอาหารเลี้ยงกัน คนที่กินเข้าไปปรากฏว่า ผมหงอกกันหมด คนที่ไม่เกี่ยวข้องด้วยหนวดเคราดำเป็นมัน พอรุ่งเช้านกร้อคกลับมารู้ว่าพวกเดินเรือกินลูกของมันก็โกรธ มันขนก้อนหินมาทุ่มจนเรือแตกจมทะเล เรื่องนี้ก็แสดงให้เห็นถึงควาใหญ่โตเก่งกาจของนกร้อค ซึ่งก็เห็นจะพอ ๆ กันกับนกรุคที่เล่ามาแล้ว ตามภาพเขียนของเปอร์เซียแสดงให้เห็นกำลังของนกรุคที่สามารถใช้เท้าจับช้างได้ข้างละตัวและที่ปากยังคาบช้างได้อีกตัวหนึ่ง นกร้อคกับนกรุคจึงน่าจะเป็นตัวเดียวกันอย่างแน่นอน การที่เล่าเรื่องนกเฮาะ นกรุค และนกร้อคเท่าที่จะมีเรื่องกล่าวเท้าความถึงก็เพื่อให้..นำมาเปรียบเทียบกับนกหัสดีลิงค์ว่าเป็นนกที่ใหญ่โตเช่นเดียวกัน ซึ่งอาจจะเป็นนกชนิดเดียวกันก็ได้ แต่เมื่อนำมาเขียนเป็นรูปภาพก็แตกต่างกันออกไปแล้วแต่ความนึกคิด
ความเข้าใจอย่างช่างเขียนจะกำหนดให้เป็นอย่างไร..ส่วนเรื่องของนกหัสดีลิงค์ที่ปรากฏอยู่ในพงศาวดารโยนกในการสร้างเมืองหริภุญชัยว่า...พระวาสุเทพดาบสถึงกล่าวว่า เราควรสร้างนครในสถานที่นี้..แต่นครอันเราจักสร้างนี้จักควรตั้งเป็นรูปทรงสัณฐานดังใดฤาจะดี พระสุกทันตฤาษีจึงกล่าวว่า เมื่อครั้งอนุสิษฏฤาษีสหายแห่งเราสร้างเมืองหฬิทวัลลี (เมืองสัชนาลัยสวรรคโลก) นั้นวางสัณฐานเมืองดังรูปเกล็ดหอย..เมืองนั้นคนทั้งหลายอยู่เป็นสุขเกษมสำราญยิ่งนัก เราจะสร้างนครครั้งนี้ควรจะเอาเยี่ยงนั้น พระวาสุเทพดาบสจึงว่า ทำไฉนจึงจักได้เกล็ดหอย..ในตำนานลำพูนว่า พระดาบสทั้งสองไปเองสู่สำนักพระอนุสิษฏฤาษี ๆ ปฏิสันถารต้อนรับกันแล้ว พระดาบนทั้งสองก็แจ้งยุบลเหตุอันมีประสงค์นั้นแก่พระอนุสิษฏสหายแห่งตน พระอสุสิษฏดาบนก็รับจะจัดหาหอยสังข์หรือเกล็ดหอยส่งไปให้ ครั้นพระดาบสทั้งสองลากลับไปแล้ว พระอนุสิษฏดาบสจึงให้นกหัสดีลิงค์ไปยังมหาสมุทรนำเอาหอยสังข์ขนาดใหญ่มาได้แล้วก็ให้นำหอยนั้นไปส่งแก่พระดาบสทั้งสองยังสถานที่อันจะสร้างนครนั้น.. จากพงศาวดารการสร้างเมืองลำพูนจะเห็นได้ว่า นกหัสดีลิงค์ก็มีส่วนช่วยในการสร้างแก่ฤาษีทั้ง ๒
ทั้งนี้เนื่องด้วยเป็นนกที่มีขนาดลำตัวที่ใหญ่มีกำลังมากมายสามารถนำเอาสิ่งที่เกินวิสัยของสัตว์ทั่วไปจะพึงกะทำได้นำมาให้แก่ฤาษีทั้ง ๒ การรับรู้เรื่องสัตว์หิมพานต์เป็นสิ่งที่มีอยู่ในความเชื่อของคนล้านนามาแต่โบราณบางทีอาจจะมีมาก่อนที่จะยอมรับนับถือพระพุทธศาสนาก็อาจเป็นไปได้เมื่อได้หันมานับถือพุทธศาสนาแล้วก็แปลงความเชื่อที่มีต่อสัตว์ศักดิ์สิทธิ์นั้นเข้ามารับใช้คติในทางพุทธศาสนา แล้วในประวัติพุทธศาสนาเองก็ดี วรรณกรรมเกี่ยวกับพุทธศาสนาเองก็ดีก็เอ่ยถึงสัตว์เหล่านั้นด้วยที่บางครั้งก็มาช่วยเหลือพระพุทธเจ้า ช่วยเหลือเหล่าพระสาวก จึงไม่แปลกที่จะเราจะเห็นสัตว์ประเภทต่าง ๆ ที่มีรูปร่างไม่เหมือนกับสัตว์ที่มีอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงปรากฏอยู่ตามศาสนสถาน ไม่เว้นแม้แต่จะนำเข้ามาใช้ในพิธีกรรมแห่งความตาย อย่างนกหัสดีลิงค์นั้นถ้าหากจะกล่าวว่าจริง ๆ แล้วในตำนานก็ดีในหนังสือทางศาสนาก็ดีต่างก็บอกถิ่นที่อยู่ลักษณะของนกหัสดีลิงค์ไว้ดังนี้ว่า นกชนิดนี้มีถิ่นที่อยู่ ณ เชิงเขาพระสุเมรุ ณ สถานที่นั้นเองเป็นป่าไม้ที่ชื่อว่า หิมพานต์ นิสัยของนกหัสดีลิงค์ชอบที่จะกินของสด ๆ เป็นอาหาร

ส่วนสำเนียงเสียงร้องของนกชนิดนี้ในหนังสือสัตว์หิมพานต์กล่าวไว้ว่า..หัสดีลิงค์ก็โผผินส่งเสียงสำเนียงฟังวังเวงใจ” สำหรับรูปร่างของนกชนิดนี้มีลักษณะของการผสมกันระหว่างช้างกับนก โดยมีลักษณะที่หัวเป็นช้างส่วนลำตัวเป็นนกทั่ว ๆ ไป แต่ทว่านกหัสดีลิงค์นี้มีพละกำลังมากเท่ากับช้าง ๕ ตัวรวมกันเลยทีเดียว ดังปรากฏอยู่ในหนังสือธัมมปทัฏฐคาถา ภาคที่ ๒ โดยมีเรื่องเล่าไว้ว่า..ในอดีตมีเมืองอยู่เมืองหนึ่งชื่อว่า โกสัมพี เมืองนี้มีพระราชาทรงพระนามว่า พระเจ้าปรันตปะ ปกครองอยู่และทรงมีพระราชเทวีองค์หนึ่งซึ่งทรงพระครรภ์แก่องค์หนึ่ง ในวันหนึ่งพระราชากับพระเทวีทรงนั่งผิงแดดอุ่นอยู่ที่กลางแจ้ง พระราชาก็ได้ให้พระเทวีห่มผ้ากัมพลสีแดงของพระองค์ ขณะที่ทรงนั่งปราศรัยกันอยู่นั้นก็ได้มีนกหัสดีลิงค์ตัวหนึ่งบินผ่านมาเห็นพระเทวีทรงห่มผ้ากัมพลสีแดงจึงชะลอปีกบินโผลงโดยนักหัสดีลิงค์เข้าใจว่า พระเทวีเป็นก้อนเนื้อฝ่ายพระราชาทรงตกพระทัยด้วยเสียงโผลงของนกหัสดีลิงค์จึงเสด็จหนีเข้าสู่พระราชนิเวศน์

ส่วนพระเทวีไม่อาจจะเสด็จไปโดยเร็วเพราะทรงพระครรภ์แก่ นักหัสดีลิงค์โผลงและจับพระนางไว้ในกรงเล็บแล้วก็บินขึ้นสู่อากาศ ธรรมดานกเหล่านี้มีกำลังเท่าช้าง ๕ เชือก นกหัสดีลิงค์พาพระนางไปสู่ป่าหิมพานต์แล้วก็ไปจับที่ต้นไทรต้นหนึ่งเพื่อที่จะกินพระนาง...จากสิ่งที่ปรากฏในตำนานก็ดีหรือหนังสืออื่น ๆ ก็ดีต่างก็ยืนยันว่า นกหัสดีลิงค์นั้นเป็นนกที่มีการผสมกันระหว่างช้างบวกกับนก มีกำลังมากมายมหาศาลเท่ากับช้าง ๕ ตัวมารวมกัน อาศัยที่ป่าหิมพานต์ ส่วนที่ว่าเมื่ออยู่ในป่าเหตุโฉนทำไมต้องเกี่ยวกับสวรรค์ชั้นดุสิตนี่เป็นปัญหาที่จะต้องวิเคราะห์กันต่อเพราะในสวรรค์นั้นสัตว์เดรัจฉานนั้นไม่สามารถเข้าไปถึงได้ ส่วนการที่มีสัตว์อื่น ๆ เช่นช้างเอราวัณก็ดีแท้จริงแล้วเป็นการจำแลงตนของเทวดาเท่านั้น หรือแม้แต่เทวดาองค์อื่น ๆ จะมีสัตว์เป็นพาหนะก็จะมีอยู่ในสถานที่ต่างหากไม่อยู่รวมกัน ถ้าหากต้องการใช้งานจึงเรียกหาดังนี้เป็นต้น ถึงจะอย่างไรก็ตามคนล้านนาก็ได้ยึดถือเอานกหัสดีลิงค์และสัตว์หิมพานต์ตัวอื่น ๆ มาใช้ในการต่างศพของผู้มีบรรดาศักดิ์ตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน

 

 

 
 

Copyright ©2008 www.songsakarn.com All rights reserved. Design by Easy Soft