Untitled Document
ส่งสการ ดอท คอม เข้ามาอู้มาจ๋ากั๋นม่วนๆ แลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับผาสาท งานบุญล้านนาต่างๆ ภาษาล้านนา ฯลฯ
Untitled Document
หน้าหลัก
ความหมายของส่งสการ
ลักษณะการจัดศพ
พิธีกรรม
ประวัติที่มาของปราสาท
สล่า(ช่าง)ผู้ทำปราสาทศพในปัจจุบัน
ประวัติการตั้งชมรม
ติดต่อผู้ดูแลเว็บไซต์
สมัครสมาชิกเว็บบอร์ด
ไว้อาลัยน้องละอ่อนดอยสะเก็ด
 
กรุณากรอก อีเมล์ ให้ถูกต้อง
ประวัติที่มาของปราสาท
/ หน้า 4


การอาราธนาศพขึ้นสู่ปราสาท


วันรุ่งขึ้นก่อนที่พระสงฆ์จะมาสวดพุทธมนต์ มัคคทายกของวัดจะมาทำพิธีขึ้นท้าวทั้งสี่ เพื่ออัญเชิญเทวดาทั้งสี่ทิศให้มาปกป้องดูรักษาและร่วมเป็นสักขีพยานใสการทำบุญ และเพื่อให้งานส่งสการดำเนินไปได้ด้วยดีมิให้มีอุปสรรคเกิดขึ้น เมื่อได้เวลาพระสงฆ์ที่นิมนต์มาครบตามจำนวน

ก็จะเริ่มพิธีโดยมีการจุดเทียนธูปบูชาพระรัตนตรัย ไหว้พระสมาทานศีล พระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์ มัคคทายกขอขมาเครื่องไทยทาน กล่าวโอกาสเวนเครื่องไทยทานแก่พระสงฆ์ จากนั้นก็ประเคนไทยทานถวายแก่พระสงฆ์ ๆ อนุโมทนาจากนั้นก็ฉันเพล ในภาคบ่ายก็เริ่มด้วยการแสดงธรรมเทศนาและถวายปราสาทนกหัสดีลิงค์แก่พระสงฆ์ ๆ อนุโมทนาเสร็จแล้วก็จะทำพิธีสวดถอน ณ สถานที่ ๆ ศพตั้งบำเพ็ญกุศอยู่โดยมากมักจะเป็นวิหาร จากนั้นก็เป็นการอาราธนาศพขึ้นสู่ปราสาท การจะนำศพย้ายจากสถานที่หนึ่งไปยังปราสาทนั้นก็จะต้องมีพิธีกรรมอีกนั่นคือ การอาราธนาศพขึ้นสู่ปราสาท โดยจะต้องมีการกล่าวคำอาราธนา คำอาราธนาที่มักใช้กันในปัจจุบันนี้ที่ได้มากจากพระครูวิบูลย์กิตติรักษ์ วัดช่างแต้ม นั้นก็จะเริ่มต้นด้วยคำ

โคลงงานอวมงคล

  อนิจจังบ่เที่ยงมั่น
กลายเกิดกลับภินนา
ต๋ายเป็นเกิดก่ายมา
คือดั่งหลุกปัดน้ำ
จาติก่อจาติตั้ง
เปียธิแผ่เต็มต๋น
สงสารท่องเตียวหน
คือดั่งหลุกปัดน้ำ
เสียงสานเสียงแหบแห้ง
เสียงพิลาปเวทนา
เสียงศิษย์และศรัทธา
เสียงญาติหิวหอดไร้
ก๋ายา
เหงี่ยงคว่ำ
ผิดแผกไปเหย
ถอกแล้วตักแถม
เป็นคน
บ่เมี้ยน
แสนจาติหมื่นเอ
ถอกแล้วตักแถม

โหยหา
ร่ำไห้
วอนโศก
ทเวศวางโศก



คำอาราธนาศพพระสงฆ์


อะหัง วันทามิ สิระสา ขะมะถะ เม ภันเต สาธุ โอกาสะ ข้าแด่สรีระร่างและจิตวิญาณของเจ้า บัดนี้โอกาสพิเศษมาเถิง ด้วยจิตคำนึงบ่ฮู้แล้ว เพราะว่าท่านจักได้กลากลาดแกล้วไปจากอาวาสสัณฐานังแก้วกว้างประเทศต่างเวียงพิงค์ ไปตามความจริงแห่งโลกเป็นที่เศร้าโสกเสมอกัน ย่อมปะกั๋นตี้หั้น ตั๊ดตี้นั้นคือป่าช้าแดนดง อันเป็นแดนปลดปลงเตขว้างยังสรีระร่างก๋ายยังกัน หากบ่ฝังก็จักเผาจี่ไหม้ ตกต่ำใต้ปฐวีก็มีจะแลนา ขอท่านอย่าได้มีจิตอาลัยใฝ่ห้อยในอาวาส ตังกุฏิ ศาลาบาตรและวิหาร ตังลูกศิษย์ขโยม พระหน้อย ตังเหลนหลานห้อยน้อยปูนห่วงอาลัย ตังมิตรสหายวงศ์ใย จำพรากคณะศรั่ทธาผู้ดูแลอุปัฐากวัดวาศาสนา ตังญาติก๋าพ่อแม่ปี้น้อง ขออย่ามีใจ๋ใฝ่ห้อยอาลัย ปะดาของปลูกลูกไม้ขอสานสืบไว้เป็นของสาธารณ์ ตังกิจการพระศาสนาทุกอย่างผู้อยู่ตางหลังจักได้ช่วยกันแนะกันสร้างหื้อเป็นสืบสายยาวไปตามดังกำผาถนาที่ได้ตั้งใจ๋ไว้ จักได้ช่วยกั๋นเอาใจ๋ใส่ดและเพราะการต๋ายเป็นไปตามกฎธรรมชาติบ่มีผู้ใดสามารถหลีกได้สักคนู


บัดนี้ คณะศิษย์และศรั่ทธาทั้งหลายจุต๋น จิ่งได้ตกแต่งน้อมมายังธูปเทียนข้าวตอกดอกไม้ ใส่เหนือขันคันธมาเรศ นิ้มกิ้วเกศเพื่อว่าจักมาขอขมาและอาราธนาท่าน.............หากมีสิ่งใดที่ข้าพเจ้าตั้งหลายกระทำไปบ่สมเปิงกวนล่วงล้ำ หากมีด้วยกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อันบ่งามหม่นเศร้าเข้าในเขตประสาท จิ่งขอขมาลาโทษจิ่งได้โปรดอโหสิกรรม ขออย่าได้เป็นปาบเป็นกรรมอย่าได้เป็นนิวรณ์ธรรม อันบ่ดีบ่งามขีดกั้น ขอพละหน้าบุญกุศลที่ได้กระทำมานั้นจุ่งบันดลนำเอาดวงวิญญาณของ...........เจ้าได้ไปเกิดที่ประเสริฐเมืองบนบุญกุศลแก่กล้า หื้อได้เถิงยังเวียงแก้วอันเป็นที่แล้วคือ มหาเนรปานและนา ฯ

อันเชิญศพท่านเจ้าสมณาท่าน..........ไต่เต้าขอหื้อได้ไหลเลือนเคลื่อนเข้าสู่ห้องสุสาน อย่าได้อาลัยหลงใหลอยู่เฝ้าอาวาสนี้ เวทนาสู่สุคติรังสรรค์ (สรวงสวรรค์) สมบัติทิพย์ฝันจุ่งได้ข้ามสงสารยากไร้สู่ห้องนิพพานเทอญ ฯ

จากนั้นก็ต่อท้ายด้วยการวันทาน้อย จากนั้นบรรดาลูกศิษย์ก็จะช่วยกันยกหีดหรือแมวออกจากวิหารเพื่อไปสู่ปราสาทในระหว่างทางนั้นก็จะมีศรัทธาโปรยข้าวตอกดอกไม้ไปตลอดเวลาที่ขบวนหามหีดศพผ่านไปจนถึงตัวปราสาท การโปรยข้าวตอกนั้นเรียกกันอีกอย่างหนึ่งว่า ฝนห่าแก้ว เมื่อถึงที่ปราสาทแล้วก็ช่วยกันยกหีดบนไปวางไว้บนปราสาทก็เป็นอันเสร็จไปอีกขั้นตอน การเอาศพนอนบนปราสาทหรือบางที่ก็เรียกว่า “เอาศพลงนอนไม้หรือ นอนขอน” ระยะเวลาของการเอาศพนอนไม้นอนมักจะอยู่ที่ ๓-๗ วันเป็นอย่างมากหรืออาจจะเกินกว่านั้นก็ได้ในระยะเวลานั้นก็จะมีการทำบุญเพื่ออุทิศกุศลให้กับผู้ที่มรณภาพในเวลากลางคืนก็จะมีการแสดงพระธรรมเทศนา ในวันสุดท้ายของการทำบุญส่งสการ ภาคเช้าก็จะมีการนิมนต์พระสงฆ์จากวัดต่าง ๆ มาสวดพุทธมนต์ เมื่อได้เวลาก็จะประกอบพิธีมีการจุดเทียนธูปบูชาพระรัตนตรัยไหว้พระสมาทานศีลจากนั้นพระสงฆ์จะสวดพระพุทธมนต์จบแล้วมัคคทายกก็จะขอขมาเครื่องไทยทานแล้วก็โอกาสเวนเครื่องไทยทานถวายแด่พระสงฆ์ สมัยก่อนนั้นนอกจากการโอกาสเวนเครื่องไทยทานแล้วมัคคทายกมักจะพรรณนาประวัติของผู้ตายนั้นด้วยคำร้อยกรองแบบล้านนาอย่างไพเราะคล้องจอง เพราะว่าในสมัยก่อนนั้นไม่มีการพิมพ์หนังสืออนุสรณ์ประวัติแจกกันเลยต้องทำกันแบบนี้ ถึงแม้ในปัจจุบันจะมีการพิมพ์หนังสืออนุสรณ์ประวัติแจกแล้วก็ตามก็ยังคงมีการพรรณนาประวัติอยู่บ้าง เมื่อพระสงฆ์อนุโมทนาเสร็จแล้วก็จะมีการถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์และก็เลี้ยงอาหารแก่คนที่มาร่วมงานได้รับประทานอาหารกันหลังจากนั้นก็ถึงเวลาที่จะต้องลากปราสาทไปสู่ที่ประชุมเพลิง ก่อนที่จะลากนั้นบรรดาพระสงฆ์สามเณรและคณะศรัทธาของวัดนั้น ๆ จะทำพิธีอาราธนาศพให้เคลื่อนไปสู่ที่เผาโดยมากมักจะให้ผู้ที่มีความชำนาญในการพรรณนาเป็นผู้กล่าวนำ จากนั้นก็วันทาน้อยอีกครั้ง เมื่อเสร็จสิ้นแล้วก็จะมีการปรับรูปขบวนให้ผู้ที่มาร่วมงานมีส่วนร่วมในการชักลากปราสาทเพราะถือกันว่าการมาร่วมงานเช่นนี้มีอานิสงส์มาก

 

 

 
 

Copyright ©2008 www.songsakarn.com All rights reserved. Design by Easy Soft